top of page

ยินดีต้อนรับสู่เวบไซต์ทางการของ
สหัสบุปผา
https://shs.studiogu.com


ร.ศ. 219 (ค.ศ. 2000) วันถัดมา


เสียงใบพัดสีเขียวหม่นบนเพดานหมุนครางเป็นจังหวะอยู่เหนือศีรษะ

กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกพลิกผ่านมือของมานพ

ก่อนจะถูกจัดกลับเข้าที่อย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะไม้ซึ่งตั้งชิดผนังห้องทำงาน

แสงแดดสายลอดผ่านกระจกจากทางเดินด้านซ้ายเข้ามาเป็นแนวยาว

พาดผ่านโต๊ะทำงานหลายสิบตัวซึ่งเรียงกันแน่นภายในสำนักงานของกระทรวงยุติธรรม

เสียงปากกาขูดกระดาษ เสียงเครื่องพิมพ์ดีด และเสียงพูดคุยของเจ้าหน้าที่ดังปะปนกันเป็นเสียงพื้นหลัง

ซึ่งมานพคุ้นเคยจนแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว

ป้ายทองเหลืองเล็ก ๆ บนโต๊ะตรงหน้าเขาเขียนไว้ว่า


“ขุนธรรมนูญพิจารณ์”


มานพวางปากกาลง ก่อนยกเอกสารอีกฉบับขึ้นอ่าน

คำร้องเดิม ๆ

ข้อพิพาทเดิม ๆ

คนสองฝ่ายซึ่งต่างเชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก

อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นปัญหาที่เขาพอเข้าใจได้



“ขยันเสียจริงนะ ท่านขุน”


เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างโต๊ะ มานพเงยหน้า

ชายในเครื่องแบบทหารยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเขา หมวกถูกหนีบไว้ใต้แขน

ท่าทางสบายเกินกว่าจะเข้ากับเครื่องแบบและยศที่ติดอยู่บนบ่า


“ท่านพันตรี หลวงธรรมนูญกิจ มีอะไรให้กระผมรับใช้หรือครับ?”

“ไม่เจอกันพักเดียว กลายเป็นขุนนางศักดินาเต็มขั้นไปแล้วหรือท่านขุน?”

“ก็มีบ้างล่ะครับ ว่าแต่ พี่เอก ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่ได้ครับ”

“ไปโดนใครยื่นบัตรสนเท่ห์มาอีกหรือไง”

“แวะมาดูหน้ารุ่นน้องไม่ได้หรือไงวะ”

“ได้สิครับ แต่ปกติพี่เอกต้องหาเหตุผลดี ๆ กว่านี้เวลาหนีงานนะครับ”

“ปากดีขึ้นนะเอ็ง”


พันตรี หลวงธรรมนูญกิจหัวเราะเบา ๆ

อีกฝ่ายลากเก้าอี้ว่างจากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งโดยไม่รอเชิญ

มานพอมยิ้ม

หลายปีแล้วที่มานพไม่ได้เจอกับพี่เอก พันตรี หลวงธรรมนูญกิจ

รุ่นพี่ซึ่งเคยเรียนอยู่โรงเรียนกฎหมายเดียวกันกับมานพ

ถึงจะมียศเป็นถึงพลตรีและบรรดาศักดิ์คุณหลวงแล้ว

แต่พี่เอกยังคงพูดกับเขาเหมือนรุ่นพี่ที่สามารถเดินมานั่งโต๊ะรุ่นน้องได้ทุกเมื่อ


“จริง ๆ ก็มีธุระแถวนี้ด้วย” พี่เอกว่า

“แล้วอีกไม่กี่วันข้าก็จะไม่อยู่พระนครสักพัก เลยคิดว่าควรแวะมาบอกเอ็งเสียหน่อย”


รอยยิ้มบนหน้ามานพจางลง


“จะไปไหนครับ?”

“สุดมณฑลอุดร” คำตอบสั้นกว่าที่เขาคาด

“ขึ้นแนวกำแพง?”

“เลยแนวออกไป คำสั่งบอกแค่ว่าจุดรวมพลอยู่ที่…”

“ป้อมอโยธยา” เอกตอบ

“หลังจากนั้นค่อยว่ากัน”

“ภารกิจนานเท่าไรครับ?”


ชายตรงหน้าถอนหายใจพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้


“ไม่มีกำหนด”


มานพนิ่งไป คำว่าไม่มีกำหนดจากปากนายทหารไม่ได้ฟังเหมือนวันลาไม่มีกำหนดจากข้าราชการในกระทรวงเลยแม้แต่น้อย

ภารกิจทางทหารที่ไม่มีกำหนดก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับ

พี่เอกเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง


“ครั้งนี้เรียกกำลังกันมากกว่าที่ข้าเคยเห็นมานะ เห็นว่า กองพลรักษาพระนครถูกเรียกขึ้นไปหมด”

“ขนาดนั้นเลยหรือครับ?”

“ถ้าข้ารู้มากกว่านั้น ข้าก็คงเล่าไม่ได้อยู่ดี” เขายักไหล่

“รายละเอียดจริงก็คงได้ตอนถึงอโยธยานั่นแหละ”

“พี่คิดว่าจะเป็นอะไรครับ?”

“ศึกแตกหักกระมัง?” ได้ยินคำตอบของพี่เอกแล้วมานพก็เงียบไปเล็กน้อย

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ข้ายังไม่ได้ตายเสียหน่อย” พี่เอกเห็นสีหน้าของมานพจึงยกมือขึ้นโบก

“ก็ใครใช้ให้พูดเหมือนจะไปไม่กลับล่ะครับ”

“เอ็งนี่นะ—”


มานพยิ้มขึ้นเล็กน้อย


“อย่างน้อยก็ดีครับ ในที่สุดนายทหารที่เอาแต่อู้อย่างพี่เอกจะได้มีบทกับเขาสักที”


เอกชะงัก ก่อนหัวเราะลั่นจนเจ้าหน้าที่โต๊ะข้าง ๆ หันมามอง


“เออ! ในที่สุดทางการก็รู้ทันข้าเสียที!”


เสียงหัวเราะช่วยให้บรรยากาศเบาลงเพียงชั่วครู่

ก่อนมานพจะนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้


“ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่ผมฝากพี่ถามไว้ล่ะครับ?”

พี่เอกหยุดหัวเราะ เขาไม่ตอบทันที

สีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอให้มานพเดาคำตอบได้อยู่แล้ว


“ยังเหมือนเดิมหรือครับ?”

“อืม”

“ไม่ผ่าน?”

“ไม่ใช่แค่ไม่ผ่าน”


พี่เอกโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย ลดเสียงลง


“ยกคำร้องและไม่พิจารณา”

“ไม่มีระบุเหตุผล?”

“ไม่มี”

“แปลกมาก…”

“ข้าก็รู้”

“คะแนนสอบผมก็ถึงเกณฑ์นะ แต่ทำไมทางกองทัพยังปฏิเสธ”

พี่เอกมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า


“เอ็งถามผิดคนแล้ว”

“แล้วผมควรถามใคร?”

“เอ็งคงต้องกลับไปถามท่านพระยามีชื่อ ตาของเอ็งเองแล้วล่ะว่า เขาไปทำอะไรไว้”


มานพนิ่ง อีกแล้ว บ้านนั้นอีกแล้ว

มันทำให้มานพนึกถึงจดหมายที่ได้รับ และสาวใช้ผมสีลาเวนเดอร์ที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในห้องเดียวกับเขา


“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พี่เอกครับ”

“หือ?”

“เมื่อวานมีคนจากบ้านสหัสบุปผามาหาผม”

“ใคร?”

“เป็นสาวใช้ครับ เธอบอกว่า—”


มานพพูดได้ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก

ทั้งสำนักงานค่อย ๆ เงียบลงทีละส่วนเมื่อเสียงนั้นดังใกล้เข้ามา

เหมือนมีคนกำลังพยายามห้ามใครบางคน

จากนั้นเสียงใสคุ้นหูก็ดังลั่นขึ้นเหนือทุกอย่าง

มานพหลับตาลง ไม่จริงน่า เขาค่อย ๆ หันไปทางประตู


“คุณหนูมานพอยู่นี่มั้ยเจ้าคะ!?”


มานพหลับตาลง ไม่จริงน่า เขาค่อย ๆ หันไปทางประตู

มะลิปรากฏตัวตรงทางเข้าห้อง มือหนึ่งประคองปิ่นโต เดินท่าทางสบายใจ

ด้านหลังของเธอมีนายทหารสองคนพยายามดึงแขนเธอเอาไว้

หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนกำลังพยายามทำเช่นนั้น เพราะมะลิยังคงเดินไปข้างหน้า

นายทหารทั้งสองต้องก้าวตามอย่างเสียจังหวะเป็นคนที่ถูกเธอลากเข้ามาในสำนักงานเสียเอง


“แม่หญิง หยุดก่อน!”

“บ่าวต้องขออภัยเจ้าค่ะ แต่บ่าวมีธุระสำคัญกับคุณหนูมานพเจ้าค่ะ!”

“ที่นี่เขตสำนักงาน!”

“เจ้าค่ะ!” เธอตอบอย่างสุภาพ แล้วเดินต่อ



มานพอ้าปากค้าง พี่เอกหันไปมองมะลิ แล้วหันกลับมามองมานพ

สายตาของรุ่นพี่เคลื่อนลงไปที่ชุดสาวใช้ของมะลิ ก่อนกลับมาหยุดที่หน้าของเขาอีกครั้ง

มานพอ่านคำถามนั้นออกโดยไม่ต้องมีเสียงพูด เขารีบส่ายหน้าช้า ๆ ไม่ใช่อย่างที่พี่เอกคิดนะครับ

พี่เอกหรี่ตามอง มานพส่ายหน้าแรงกว่าเดิม

ในที่สุดมะลิก็มองเห็นเขา ดวงตาสีแดงของเธอสว่างขึ้นทันที


“คุณหนู!”


เสียงนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ครึ่งสำนักงานหันมาทางโต๊ะของขุนธรรมนูญพิจารณ์พร้อมกัน

มานพรู้สึกอยากมุดลงไปใต้โต๊ะขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิตราชการ


“มะลิ... เอ่อ… มาที่นี่ได้ยังไงครับ?”

“บ่าวเดินมาเจ้าค่ะ!”

“ผมไม่ได้ถามแบบนั้น...”


พี่เอกมองมะลิอีกครั้ง มองนายทหารของตนที่ยังจับแขนเธออยู่

แล้วมองมานพเป็นครั้งสุดท้าย


“พอล่ะ ข้าไม่ยุ่งกิจการภายในบ้านท่านพระยามีชื่อแล้วกัน”

“เดี๋ยวสิครับพี่เอก!”

“ไว้เจอกัน ถ้ายังมีโอกาส”


เอกยกมือส่งสัญญาณให้นายทหารปล่อยมะลิ แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาอีก

สองคนนั้นรีบตามเขาไปทันที มะลิมองตามอย่างงุนงง


“ท่านผู้นั้นเป็นสหายของคุณหนูหรือเจ้าคะ?”

“ใช่ครับ”

“ดูเป็นคนดีนะเจ้าคะ”

“ครับ... ถ้าเขาเลิกคิดอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับผมได้ก็คงดี”

“แปลกอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

“ไม่มีอะไรครับ”


มานพรีบตัดบท แต่ก่อนเขาจะถามต่อว่าปิ่นโตในมือเธอมาจากไหน เสียงเข้มของชายสูงวัยก็ดังขึ้นด้านหลัง


“ดูวุ่นวายเชียวนะขุนธรรมนูญพิจารณ์”



ชายมีอายุไว้หนวด หน้าตาเคร่งขรึม เดินเข้ามาจากทางประตูห้อง

เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของมานพ สายตาก็จ้องมองสาวใช้ที่เพิ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวาย


“กำลังจะจัดการให้เรียบเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ ท่านหลวงนิติอักษร”


มานพรีบลุกขึ้น หลวงนิติอักษรไม่ได้ตอบเขาในทันที

สายตาของผู้บังคับบัญชาเลื่อนไปยังเด็กสาวในชุดสาวใช้


“แม่หญิงมีธุระประการใดกับขุนธรรมนูญพิจารณ์รึ?”

“ขุน ทำ มะ นูน พิ จาน คือผู้ใดกันหรือเจ้าคะ?” มะลิกะพริบตา


ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่ หลวงนิติอักษรค่อย ๆ เหลือบมองมานพ


“ท่านหมายถึงผมเองครับ มะลิ”

“อ๊ะ” มะลิเบิกตากว้าง


เธอหันกลับไปมองหลวงนิติอักษรแล้วโค้งอย่างเรียบร้อย


“ต้องขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวมิทราบว่าคุณหนูมีชื่ออีกชื่อหนึ่งด้วย”


เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดมาจากโต๊ะด้านหลัง มานพพยายามไม่หันไปมอง

มะลิกลับมองชายมีหนวดตรงหน้า


“ท่านผู้นี้เป็นใครกันเจ้าคะ?”

“เจ้านายผม”


ดวงตาสีแดงของเธอเปลี่ยนทันที มะลิยืนตรงขึ้นกว่าเดิมแล้วโค้งอีกครั้งอย่างงดงามจนน่าประหลาดใจ


“ขออภัยที่บ่าวเสียมารยาทเจ้าค่ะ”


หลวงนิติอักษรพิจารณาเธออยู่พักหนึ่ง


“แม่หญิงมาจากบ้านใดกัน?”

“บ้านสหัสบุปผาเจ้าค่ะ”

“บ้านสหัสบุปผา?”

“เจ้าค่ะ”

“แล้วผู้ใดส่งแม่หญิงมา?”

“คุณดาวเรืองเจ้าค่ะ”


หลวงนิติอักษรเลิกคิ้ว เมื่อได้ยินชื่อดาวเรือง



“คุณดาวเรือง หญิงชาววาร์เดนที่อยู่กับพระยามีชื่อคนนั้นหรือ?”

“เจ้าค่ะ”

“ท่านพระยามีธุระประการใดกับลูกน้องกระผมงั้นหรือ?”

“ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ คุณดาวเรืองท่านกำชับว่า มิให้บ่าวแจ้งแก่ผู้ใดเจ้าค่ะ”


คำตอบนั้นสุภาพมากจนไม่แน่ใจว่า เป็นการปฏิเสธหรือขอโทษจริง ๆ

หลวงนิติอักษรหันมามองมานพ


“ท่านขุนพอจะทราบหรือไม่ล่ะ?”

“คุณตา… เอ่อท่านพระยาวิเศษแปร ท่านป่วยหนักขอรับ และอยากให้ผมกลับไปพบ” มานพเม้มริมฝีปาก


สีหน้าของชายสูงวัยเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่มากพอให้เรียกว่าแสดงอารมณ์

แต่พอให้มานพเห็นว่าชื่อของคุณตายังมีน้ำหนักกับคนรุ่นนั้นมากกว่าที่เขาเคยคิด


“เข้าใจล่ะ เรื่องกิจส่วนตัวของท่านพระยาสินะ”


หลวงนิติอักษรพยักหน้าเพียงครั้ง

จากนั้นเขาหันไปมองเจ้าหน้าที่รอบห้องซึ่งต่างแสร้งทำเป็นก้มหน้าทำงาน ทั้งที่แทบทุกคนยังแอบฟังอยู่


“มหรสพจบแล้ว กลับไปทำงานกันได้แล้ว”


กระดาษเริ่มขยับอีกครั้งแทบพร้อมกันทั้งห้อง มานพถอนหายใจออกมา

ก่อนจะหันกลับมามองมะลิ เธอยังยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น

ราวกับไม่ได้เพิ่งทำให้สำนักงานทั้งสำนักงานหยุดงานไปชั่วขณะ


“วันนี้ก็กลับบ้านไปก่อนเถอะนะ คุณมานพ?”

“จัดการธุระที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนก็ได้”


มานพทำท่าจะปฏิเสธ


“อย่างไรเสียเรื่องครอบครัวก็สำคัญพอ ๆ กับงานราชการนั่นล่ะ”


หลวงนิติอักษรยิ้ม พยักหน้าให้กับเขาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินจากไป



ช่วงบ่ายหลังจากได้รับอนุญาตโดยปริยายจากหลวงนิติอักษร

มานพเก็บของ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเดินทางออกจากกระทรวงยุติธรรม

ระหว่างทางลงจากอาคาร เขายังรู้สึกได้ถึงสายตาของเพื่อนร่วมงานที่ตามหลังมาเป็นระยะ

แต่เมื่อพ้นประตูกระทรวงออกสู่ถนน เสียงพิมพ์ดีด เสียงโทรศัพท์ และเสียงพัดลมเพดานก็ถูกกลืนหายไป

แดดบ่ายส่องลงบนแนวตึกสีซีด รถรางแล่นผ่านไปตามรางกลางถนน

ผู้คนเดินสวนกันแน่นกว่าช่วงเช้า และมะลิก็กลับมามองทุกอย่างรอบตัวด้วยความสนใจเหมือนเดิม

ในมือของเธอยังมีปิ่นโตเหล็กสีเงินที่ตอนนี้เบาลงกว่าเดิมหลังจากมานพจัดการอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว

มานพมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงคำถามซึ่งตั้งใจจะถามตั้งแต่ตอนเธอโผล่เข้ามาในสำนักงาน


“ว่าแต่มะลิครับ”

“เจ้าคะ?”

“จริง ๆ แล้ววันนี้เธอมาหาผมที่กระทรวงทำไมครับ?”


มะลิก้มมองปิ่นโตในมือ เหมือนคำตอบนั้นอยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว


“บ่าวนำอาหารกลางวันมาให้คุณหนูเจ้าค่ะ”

“เรื่องนั้นผมเห็นแล้วครับ” มานพหัวเราะเบา ๆ

“ผมหมายถึง ทำไมมะลิถึงเป็นคนเอามาให้?”


มะลิเอียงศีรษะเล็กน้อย


“ตอนสายบ่าวเห็นท่านอลิสาเตรียมอาหารไว้เจ้าค่ะ”

“พี่อลิสาเตรียมไว้?”

“เจ้าค่ะ”

มานพพยักหน้า นั่นเป็นเรื่องปกติจนแทบไม่ต้องคิด ทุกวันที่งานไม่ยุ่งเกินไป

อลิสามักเตรียมอาหารกลางวันใส่ปิ่นโตแล้วแวะเอามาให้เขาในช่วงพักกลางวัน

หากวันไหนมาไม่ได้ เธอก็จะบอกไว้ตั้งแต่เช้า


“ปกติแล้วพี่อลิสาจะเป็นคนเอามาให้ผมเองนะครับ”


มะลิกะพริบตา


“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”

“ครับ แล้ววันนี้ทำไมถึงกลายเป็นมะลิแทนล่ะครับ?”



คำถามนั้นทำให้สาวใช้หยุดคิดจริงจังอยู่สองสามก้าว


“เรื่องนั้นบ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

“ไม่ทราบ?” มานพหันไปมอง

“เจ้าค่ะ บ่าวเห็นปิ่นโตวางเตรียมอยู่ แล้วจึงถามท่านอลิสาว่าเป็นของผู้ใด”


มะลิยกปิ่นโตขึ้นเล็กน้อย

“พอทราบว่าเป็นของคุณหนู บ่าวก็คิดว่าบ่าวควรนำมาให้เจ้าค่ะ”

“แล้วพี่อลิสาว่าอย่างไร?” มานพชะงักไปหนึ่งจังหวะ

“ท่านอลิสาก็ไม่ได้บอกว่าห้ามเจ้าค่ะ”


คำตอบนั้นทำให้มานพเงียบไปพักหนึ่ง เพราะฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนคำว่าอนุญาตเท่าไรนัก


“แล้วมะลิรู้ได้ยังไงว่าผมทำงานอยู่ที่ไหน?”

“ถามทางมาเจ้าค่ะ”

“ถามใครครับ?”

“ก็ถามคนที่เจอระหว่างทางเจ้าค่ะ”

“ตอนแรกบ่าวถามว่ากระทรวงยุติธรรมอยู่ที่ใด

พอไปถึงแถวนั้นแล้วก็ค่อยถามว่า คุณหนูมานพอยู่ที่ใดเจ้าค่ะ”


มานพยกมือขึ้นแตะหน้าผาก


“ตอบได้ก็แปลกล่ะครับ”

“เจ้าค่ะ ไม่มีผู้ใดทราบเลย!”

“แล้วมะลิทำยังไงต่อ?”

“บ่าวจึงบอกว่า คุณหนูมานพ สหัสบุปผา เจ้าค่ะ”

“...แล้ว?” มานพชะงัก

“บางคนก็ยังไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเลยถามต่อไปเรื่อย ๆ

จนมีคุณทหารท่านหนึ่งบอกว่าอาจหมายถึงขุนธรรมนูญพิจารณ์ แล้วจึงชี้ทางให้บ่าวเจ้าค่ะ”


มะลิยิ้มอย่างภูมิใจเล็ก ๆ ราวกับเพิ่งรายงานความสำเร็จของภารกิจสำคัญ

มานพกลับไม่รู้ว่าควรจะประทับใจหรือปวดหัวก่อนดี


“สรุปคือมะลิถือปิ่นโตเดินถามคนมาตลอดทาง?”

“เจ้าค่ะ”

“ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่อลิสาตั้งใจจะให้มะลิเอามาให้ผมหรือเปล่า?”


มะลินิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“แต่เป็นอาหารของคุณหนูนี่เจ้าคะ!”


ประโยคนั้นเรียบง่ายเสียจนมานพเถียงไม่ออก

เขามองสาวใช้ข้างตัว แล้วถอนหายใจยาว แต่ครั้งนี้มุมปากกลับยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“ครั้งหน้า ถ้าจะมาหาผมที่กระทรวง บอกผมก่อนนะครับ”

“เจ้าค่ะ”

“แล้วถ้ามีทหารบอกว่าห้ามเข้า ก็ต้องหยุดก่อน”


มะลิชะงักไปนิดหนึ่ง


“แต่ถ้าหยุด อาหารของคุณหนูอาจเย็นนะเจ้าคะ”

“ถึงเย็นก็ต้องหยุดครับ”

“เจ้าค่ะ...”


น้ำเสียงนั้นฟังเสียดายจริง ๆ จนมานพอดหัวเราะไม่ได้

ทั้งคู่เดินต่อไปตามแนวถนนใหญ่ มะลิยังคงมองร้านค้า รถราง

และผู้คนรอบตัวอย่างสนใจ แต่ครั้งนี้มานพไม่ได้เร่งเธอมากนัก

เขาเองเพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่า ตั้งแต่สาวใช้คนนี้มาถึงบางกอก

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตั้งรับความประหลาดของเธอ

จนแทบไม่ได้คิดว่าทุกสิ่งตรงหน้าอาจเป็นสิ่งที่มะลิเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก



มานพได้ยินเสียงเครื่องยนต์หนักดังมาจากถนนด้านหน้า

ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นรถบรรทุกหลายคันแล่นพร้อมกัน


“เสียงอะไรหรือเจ้าคะ?”


มานพยังไม่ทันตอบ รถถังคันแรกก็เคลื่อนพ้นแนวตึกออกมา

รถถังหลักรุ่น “พญาพยัคฆ์ 3” เทคโนโลยีสงครามที่ได้รับถ่ายทอดจากจักรวรรดิวาร์เดน

มิตรประเทศในยุโรปหนึ่งเดียวของสุบรรณรัฐ

ตัวถังรถทาสีขาวสีของช้างเผือกสัตว์พาหนะของกษัตริย์และสีประจำกองทัพสุบรรณรัฐ

รถถังขนาดใหญ่กินพื้นที่ถนนไปเกือบหนึ่งช่องเต็ม ตีนตะขาบบดผ่านรางรถรางด้วยเสียงครืดหนัก

ป้อมปืนยาวขนาด 105 มม. หันไปตามแนวถนนทอดต่อกันไปจนสุดสายตา


“เกวียนหน้าตาประหลาดจังเลยนะเจ้าคะ?”

“รถถังน่ะครับ” มานพตอบในที่สุด

“รถถัง...”


มะลิทวนคำเหมือนกำลังจดจำศัพท์ใหม่


“ไว้ขนน้ำเหรอเจ้าคะ แต่ไม่เห็นจะมีถังเลย?”

“มันเป็นชื่อเรียกเฉย ๆ น่ะครับ เพราะคนสร้างเคยใช้รหัสลับเรียกตอนผลิตว่า ถัง”

“เป็นรถหุ้มเกราะไว้สำหรับทำศึก”

“ทำศึก?”

“ต่อสู้กันน่ะครับ”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”


ตามปกติรถถังไม่ใช่ของหายากในบางกอก เมืองหลวงมีค่ายทหารประจำการอยู่หลายแห่ง

อีกทั้งยังมีกองพลรักษาพระนคร แต่การเห็นพวกมันออกมาเป็นขบวนยาวเช่นนี้กลางวันแสก ๆ

เป็นภาพที่ไม่ปกติเท่าใดนัก มันทำให้มานพนึกถึงคำพูดของพี่เอกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ภารกิจที่ไม่มีกำหนด ศึกแตกหัก และป้อมอโยธยา


“มีอะไรผิดปกติหรือเจ้าคะ คุณหนู” มะลิสังเกตุเห็นท่าทางของมานพ

“ผมไม่เคยเห็นพวกมันออกจากเมืองพร้อมกันมากขนาดนี้”

“วันนี้ลองแวะที่จตุรัสกลางหน่อยล่ะกันนะครับ”

“เจ้าค่ะ”


มานพกับมะลิเดินตามแนวขบวนรถถังไปเรื่อย ๆ

จนเสียงจากลำโพงขนาดใหญ่ดังแทรกขึ้นเหนือเสียงเครื่องยนต์

ผู้คนจำนวนหนึ่งหยุดอยู่หน้าจอภาพขนาดใหญ่ซึ่งติดอยู่บนผนังอาคารด้านหน้า

บนจอภาพ ชายสูงวัยในเครื่องแบบหรูหราประดับประดาด้วยเครื่องราชย์มากมายยืนอยู่หน้าไมโครโฟน

มานพจำใบหน้านั้นได้แทบจะทันที


บนจอภาพ ชายสูงวัยในเครื่องแบบหรูหราประดับประดาด้วยเครื่องราชย์ฯ มากมายยืนอยู่หน้าไมโครโฟน

มานพจำใบหน้านั้นได้แทบจะทันที

“พลเอก เจ้าพระยารณเดชพิทักษ์” เสียงบรรยายดังขึ้นทั่วบริเวณ

“แม่ทัพหลวงผู้รักษาพระนครกล่าวคำปลุกใจแก่สาธารณชนในวันนี้ว่า

ขอให้พสกนิกรทั้งหลายจงมั่นใจ ทัพหลวงแห่งสุบรรณรัฐของเราจักต้องมีชัยแน่นอน”


“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

ราชการสงครามครั้งใหญ่ถึงบรรดาเจ้าพระยาผู้คุมกองพลหลวงทั้งหลาย

ให้กรีธาทัพขึ้นเหนือโดยพร้อมเพรียง”


จากนั้นเสียงดนตรีเพลงมาร์ชกองทัพหลวงของสุบรรณรัฐก็เริ่มบรรเลง

พร้อมกับภาพตัดไปยังกำลังพลส่วนต่าง ๆ ในสนามรบ

ส่วนหนึ่งก็เพื่อแสดงแสงยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ

เรียกขวัญและกำลังใจของผู้อยู่แนวหลัง และเหล่าทหารหาญที่กำลังเตรียมพล

มานพหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง คนรอบตัวฟังกันเงียบ ๆ เมื่อเพลงจบทุกคนก็ชูมือขึ้นและตะโกน


“ชัยโย! ชัยโย! สุบรรณรัฐชัยโย!!”


มะลิมองภาพนายพลบนจออย่างตั้งใจ


“บนจอภาพนั่นคือการทำศึกหรือเจ้าคะ?” มะลิหันมาถามมานพ

“ใช่ครับ”

“แล้วต่อสู้กับผู้ใดกันหรือเจ้าคะ?”

“ศัตรูน่ะ พวกที่อยู่หลังแนวกำแพงปราการไป”

“พวกนั้นเป็นผู้ใดกันหรือเจ้าคะ แล้วทำไมเราต้องไปสู้กับเขา” มะลิสงสัย


เป็นคำถามที่ดี แต่มานพเองก็ไม่แน่ใจ ตั้งแต่เกิดมาสำหรับคนยุคเขาก็รับรู้แล้วว่า นอกแนวกำแพงปราการมี ศัตรูของมนุษยชาติ อยู่ มนุษยชาติทำสงครามกับพวกมันมากว่า 55 ปีแล้ว

นับแต่เหตุการณ์ที่เรียกว่า “คืนแห่งการทรยศ”

อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นักประวัติศาสตร์เรียกยุคปัจจุบันนี้ว่า


“ยุครัตติกาล”


หรือยุคที่คนรุ่นมานพเกิด เติบโต และอาศัยอยู่นี้ ยุคที่ทุกรัฐใช้ชีวิตอยู่หลังแนวกำแพงปราการ และทุกคนมีหน้าที่ต่อสู้หรือสนับสนุนการต่อสู้ของแนวหน้า เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ทั้งหมด


“ผมรู้แค่ว่า ถ้าเราไม่สู้พวกเราก็จะต้องตายหรือถูกทำลายกันหมด”

“ฟังดูน่ากลัวจังเลยเจ้าค่ะ” มะลิจับแขนมานพแน่น

“ไม่ต้องกลัวหรอก เรายังมีพวกทหารแบบบนจอภาพนั่นปกป้องเราอยู่ครับ”



มานพแหงนหน้ามองจอภาพอีกครั้งและกำหมัดแน่น จากนั้นเขาก็เดินออกจากจตุรัส โดยมีมะลิเดินตามไปติด ๆ

ถัดจากบริเวณจตุรัส มานพกับมะลิเดินไปยังลานอนุสาวรีย์รำลึกผู้เสียสละในการยันแนวกำแพงปราการ

ยิ่งเข้าใกล้ลานเสียงจากหน้าจอและลำโพง ก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงของเครื่องยนต์รถถังและเสียงของกำลังพลที่มีจำนวนมากขึ้น ทหารเดินเป็นแถวตามแนวถนน ลังเสบียงถูกขนขึ้นรถอย่างต่อเนื่อง

และผู้คนที่มาส่งญาติยืนเบียดกันอยู่หลังแนวกั้น


เมื่อทั้งคู่พ้นแนวอาคารออกมา ลานกว้างหน้าอนุสาวรีย์ก็เปิดออกตรงหน้า

ตรงฐานอนุสาวรีย์มีนายทหารคนหนึ่งแต่งตัวเด่นสะดุดตากำลังยืนเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง


พลเอก เจ้าพระยารณเดชพิทักษ์ตัวจริงยืนอยู่ตรงนั้น



“นพ?” ชายวัยกลางคนร้องทัก

“สวัสดีครับคุณลุง”


มานพยกมือไหว้ เจ้าพระยารณเดชพิทักษ์ หรือผู้ที่เขารู้จักในอีกตัวตน บิดาของพี่เอก พันตรี หลวงธรรมนูญกิจ ผู้ใหญ่ในบางกอกไม่กี่คนที่เขาคุ้นเคยเพราะเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของบ้านสหัสบุปผา


“โตจนข้าแทบจำไม่ได้”

“คุณลุงพูดแบบนี้ทุกครั้งที่เจอกันนะครับ”

“ก็เอ็งไม่ได้มาให้เห็นหน้าบ่อยนี่?”


สายตาของท่านเจ้าพระยาเลื่อนไปยังมะลิ

คราวนี้มองนานขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเครื่องแบบที่เธอสวม


“แม่หญิงนี่...”

มะลิโค้งทันที

“บ่าวชื่อว่า มะลิเจ้าค่ะ”

“จากบ้านสหัสบุปผาหรือ?”

“คุณลุงดูออกด้วยหรือครับ?” มานพประหลาดใจ

“ชุดแบบนั้นจะมีสักกี่บ้านกัน”

“บ่าวเป็นสาวใช้ของบ้านสหัสบุปผาเจ้าค่ะ” มะลิยืดอกขึ้นนิดหนึ่งเหมือนได้รับคำชม

“เกิดอะไรขึ้น?” เจ้าพระยามองมานพ

“มะลิเอาจดหมายจากคุณตามาให้ผมครับ” มานพตอบ

“พระยาวิเศษแปร?” สีหน้าของชายสูงวัยเปลี่ยนทันที

“ครับ ท่านป่วยหนัก”


ความเงียบเกิดขึ้นช่วงสั้น ๆ มานพเห็นดวงตาของอีกฝ่ายหันไปทางทิศหนึ่ง

ราวกับบ้านที่กำลังพูดถึงตั้งอยู่เลยพ้นแนวตึกไปไม่ไกล


“ถ้าไม่ติดว่าต้องออกเดินทางวันนี้ ข้าคงไปเยี่ยมด้วยตัวเอง”


คำพูดนั้นทำให้มานพรู้สึกประหลาดใจ

ตั้งแต่มีมะลิปรากฏตัว เขาพบคนหลายคนที่ดูเหมือนจะรู้จักบ้านของเขาดีกว่าตัวเขาเอง

พี่อลิสา พี่เอก หลวงนิติอักษร

เหมือนบ้านซึ่งเขาจำไม่ได้มีอยู่ในความทรงจำของคนอื่นเต็มไปหมด


“คุณลุงจะไปกับกองพลรักษาพระนครทั้งหมดนี่หรือครับ?”

“อืม ก็เกือบทั้งหมดนะ คงเหลือไว้สักกองเผื่อมีเหตุไม่สงบ”

ชายสูงวัยมองขบวนทหารที่กำลังเคลื่อนผ่านเบื้องหน้า

“แต่รอบนี้ไม่เหมือนกับทุกที”


น้ำเสียงเปลี่ยนไป ไม่ใช่น้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่คุยกับหลานของคนรู้จักอีกต่อไป

แต่เป็นเสียงของนายทหาร

“ทั้งโลกกำลังเคลื่อนไหว อีกไม่กี่อาทิตย์กำลังผสมจากจักรวรรดิวาร์เดนและพันธมิตร

ก็จะมาสมทบกับพวกเราที่แนวกำแพงปราการ”

“พอถึงนั่น ลุงก็ต้องไปสมทบกับกองกำลังของพวกเจ้าพระยาท่านอื่น ๆ ที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”

“ในหลวงทรงเห็นชอบด้วยหรือครับ ยกกำลังกันไปหมดแบบนี้”

“ทีแรกก็ทรงค้านนะ”

“ลุงเลยกราบบังคมทูลว่า ชายชาติทหารไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าหดหัวอยู่ในแนวหลังแล้ว

ดูสหายศึกล้มตายไปต่อหน้าต่อตา”


ชายสูงอายุหยุดเว้นจังหวะ


“และอย่างน้อยก็ขอให้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ลุงได้ชำระแค้นให้พระราชบิดาของพระองค์ก็ยังดี”

“...แล้วท่านก็ทรงโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้ลุงไปราชการสงครามนี่ละ”


มานพไม่รู้จะตอบอย่างไร คำพูดนั้นไม่เหมือนคำปลุกใจที่เพิ่งดังผ่านเครื่องขยายเสียง

ท่านเจ้าพระยาหันกลับมามองเขา



“ถ้างั้น? ให้ผมไปด้วยเถอะครับ ด้วยอำนาจของคุณลุง จะเกณฑ์ทหารอีกสักคนสองคนก็ไม่น่าจะ...”


ฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่ายวางลงบนไหล่เขา


“ไม่ได้”

“ทำไมล่ะครับ เพราะผมเป็นสหัสบุปผา!? เพราะคุณตาหรือยังไงครับ!? ถ้างั้น ผมไม่เป็นก็ได้”

“ไม่ได้ ก็คือไม่ได้”

“ทำไมล่ะครับ!? ผมบกพร่องตรงไหน!? อย่างน้อยก็ช่วยบอก”

“คุณหนูจักทิ้งพวกบ่าวไปงั้นเหรอเจ้าคะ!?” เสียงมะลิดังขึ้นข้างตัว


มานพชะงักเขาหันไปมองเธอ

ใบหน้าที่ปกติยิ้มอยู่เสมอไม่มีรอยยิ้มแล้ว


“มะลิ ผมไม่ได้หมายความว่า—”


“อย่างน้อย ๆ ก็คิดถึงแม่หญิงนี่ กับตาของเจ้าหน่อยนะ จะพูดอะไรต่อจากนี้”


ท่านเจ้าพระยาตัดบท มานพเงียบ มือบนไหล่ของเขายังคงอยู่


“ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเองนะไอ้หลานชาย เชื่อลุงเถอะ เอ็งแค่ยังไม่รู้ว่า

หน้าที่ของเอ็งนั้นมันหนักหนาสาหัสสากรรจ์นัก มิต่างอะไรกับของทหารอย่างลุงหรอก”

“หน้าที่อะไรครับ?”

“เรื่องหน้าที่นั้น พระยาวิเศษแปร จักเป็นคนบอกเจ้าได้ดีที่สุด

รีบกลับไปพบเขาเถิดตอนที่เจ้ายังมีโอกาส”


อีกแล้ว คุณตากับบ้านนั้นอีกแล้ว


“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน เจ้าก็รู้ดีที่สุดเรื่องนี้มิใช่หรือ?”


มานพนิ่ง ภาพบางอย่างอยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็น

แต่ความรู้สึกของการสูญเสียกลับใกล้จนบอกไม่ได้ว่ามาจากไหน

เจ้าพระยารณเดชพิทักษ์ถอนมือออกจากไหล่ของเขา


“คนเราตายจากกันไปแล้วก็ลากันลับ แม้แต่นักแปรธาตุอันดับหนึ่งอย่างพระยาวิเศษแปร

ก็ยังพาคนตายกลับมาจากยมโลกไม่ได้เลยนะ”


มานพก้มหน้าลง 


“ครับ”


“อย่าให้มันสายเกินไป ลุงจะบอกเจ้าก็เท่านี้แหละ โชคดีขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง”


ชายสูงวัยตบบ่าเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันหลังเดินกลับไปยังกองทหารของตน

ไม่นานนัก ร่างนั้นก็ถูกกลืนเข้าไปท่ามกลางเครื่องแบบนับร้อยนับพัน

มานพยืนมองอยู่ตรงนั้น จนมะลิเป็นฝ่ายดึงชายแขนเสื้อเขาเบา ๆ

มานพก้มมองมือนั้น ก่อนจะถอนหายใจออกมา


“ผมไม่ได้จะทิ้งใครเสียหน่อยครับ”


มะลิไม่ตอบในทันที

เธอเพียงปล่อยมือจากแขนเสื้อของเขา แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย


“บ่าวทราบเจ้าค่ะ”


น้ำเสียงนั้นฟังดูไม่เหมือนคนที่ทราบจริง ๆ สักเท่าไร

มานพมองตามแผ่นหลังของเจ้าพระยารณเดชพิทักษ์ซึ่งหายเข้าไปท่ามกลางกลุ่มทหารอีกครั้ง

คำพูดเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัว ทั้งเรื่องคุณตา เรื่องหน้าที่

และคำเตือนที่ฟังราวกับอีกฝ่ายรู้อะไรบางอย่างซึ่งเขาไม่รู้

แต่พอเหลือบมาเห็นสีหน้าของมะลิ เขาก็ตัดสินใจเก็บเรื่องพวกนั้นเอาไว้ก่อน

ทั้งคู่เดินออกจากลานอนุสาวรีย์กลับเข้าสู่ถนนสายหลัก

ยิ่งห่างจากเขตพิธีการ เสียงของเมืองก็ยิ่งกลับมาแทนที่เสียงกลองและแตรทหาร

ร้านรวงเปิดเรียงรายอยู่ใต้หมู่ตึกสูง รถรางแล่นผ่านเป็นระยะ

ผู้คนที่เพิ่งเลิกงานไหลไปตามทางเท้าราวกับสายน้ำ

มะลิเองก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นมะลิคนเดิม

ไม่ถึงสิบนาที เธอก็เริ่มหันซ้ายหันขวาอีกครั้ง

หยุดมองร้านหนึ่งบ้าง ชะเง้อมองหน้าต่างอีกร้านหนึ่งบ้าง

จนมานพเริ่มสงสัยว่า หากปล่อยให้เธอเดินตามใจจริง ๆ วันนี้พวกเขาคงกลับไม่ถึงบ้านแน่ ๆ


“อันนั้นคืออะไรหรือเจ้าคะ?”

คราวนี้สิ่งที่ดึงความสนใจของเธอคือร้านขนาดใหญ่ที่ด้านในไม่มีชั้นวางสินค้าหรือหุ่นโชว์เสื้อผ้า

หากเต็มไปด้วยต้นผักสีเขียวเรียงเป็นแถวอยู่บนถาดเซรามิกสีขาวหลายชั้น

แสงสีขาวจากหลอดยาวส่องลงเหนือยอดใบ ท่อเล็ก ๆ เชื่อมต่อภาชนะปลูกแต่ละใบเข้าหากันเป็นระบบ

มานพยิ้ม ในที่สุดก็มีอะไรให้เขาได้เป็นฝ่ายอธิบายเสียที


“ร้านขายผักครับ”


มะลิมองเขา แล้วหันกลับไปมองต้นไม้บนถาด


“ร้านขายผักหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่แค่ขายครับ ปลูกตรงนั้นเลย”


เขาพาเธอเดินเข้าไปใกล้ถาดมากขึ้น ก่อนชี้ไปยังรากสีขาวที่มองเห็นอยู่ภายในภาชนะ


“เห็นไหมครับ ไม่มีดินเลย เขาใช้น้ำผสมสารอาหารแทน ปลูกซ้อนกันหลายชั้นได้ เพราะงั้นถึงอยู่กลางเมืองก็ผลิตผักได้เยอะ”


มานพพูดด้วยน้ำเสียงที่อดภูมิใจไม่ได้เล็กน้อย

ระบบพวกนี้ไม่ได้เป็นของหายากในบางกอก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเดินทางออกมาจากคฤหาสน์กลางป่าอย่างมะลิ เขาคิดว่าอย่างน้อยเธอน่าจะประหลาดใจบ้าง

แต่ทว่าเด็กสาวเพียงพยักหน้า


“เจ้าค่ะ”


มานพรออยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีคำอุทาน ไม่มีดวงตาเป็นประกาย

ไม่มีคำถามตามมาแม้แต่คำเดียว


“ไม่แปลกใจหน่อยเหรอครับ?”

“เรื่องใดหรือเจ้าคะ?”


คราวนี้กลายเป็นมานพที่นิ่งไป เขาชี้ไปยังรางปลูกผักตรงหน้าอีกครั้ง


“ก็เรื่องปลูกต้นไม้โดยไม่ใช้ดินนี่ไงครับ”


มะลิมองตามปลายนิ้วของเขา แล้วเอียงศีรษะน้อย ๆ ราวกับกำลังพยายามเข้าใจว่าตรงไหนคือเรื่องน่าประหลาดใจ

จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปใกล้ภาชนะปลูกใบหนึ่ง


“แต่เครื่องพวกนี้มาจากบ้านเรานี่เจ้าคะ”

“...อะไรนะ?”


มานพเดินตามไป

มะลิยกนิ้วขึ้นชี้ตรงมุมล่างของภาชนะโลหะสีอ่อน

ตรงนั้นมีตราขนาดเล็กพิมพ์แบบนูนต่ำประทับอยู่

ที่ผ่านมามานพคงไม่มีเหตุผลจะสนใจ แต่คราวนี้มานพเห็นและจำมันได้

ตราแบบเดียวกันกับบนจดหมายของคุณตา


“สหัสบุปผา...?”

“เจ้าค่ะ”

มะลิพยักหน้าอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

“รางปลูก เครื่องสูบน้ำ ท่อส่งสารอาหาร แล้วก็เครื่องควบคุมด้านหลังนั่นด้วยเจ้าค่ะ”


เธอชี้ไล่ไปทีละอย่าง

มานพมองตามอย่างไม่เชื่อสายตา


“เดี๋ยวนะครับ หมายความว่า บ้านเราผลิตของพวกนี้ด้วยเหรอ?”

“เจ้าค่ะ”

“ทั้งหมดนี่เลย?”


มะลิชะโงกดูอีกเล็กน้อย


“เท่าที่บ่าวเห็น ก็ใช่เจ้าค่ะ”


เธอหยุด แล้วชี้ไปยังภาชนะอีกใบ


“ถังนั่นก็ด้วยเจ้าค่ะ”


มานพก้มลงมอง

มีตราอีกอันจริง ๆ

เขามองไปยังรางถัดไป

อีกอัน

อีกแถวหนึ่ง

ก็ยังมี

เมื่อครู่เขายังตั้งใจจะพาสาวใช้จากบ้านกลางป่ามาดูความก้าวหน้าของเมืองหลวงอยู่เลย

ตอนนี้กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่ยืนสำรวจข้าวของในบางกอกเหมือนนักท่องเที่ยว


“ผมอยู่ที่นี่มาตั้งกี่ปีแล้วนะ...” เขาพึมพำ

“คุณหนูไม่ทราบหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ทราบสิครับ”


มานพหัวเราะแห้ง ๆ


“ผมไม่เคยคิดจะก้มดูตราบนถังปลูกผักนี่นา”


เขาเงยหน้าขึ้น

รอบตัวคือเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่มานาน ถนนที่เดินผ่านแทบทุกวัน ร้านค้าที่เคยเห็นจนชินตา

สิ่งของธรรมดาซึ่งเขาไม่เคยมีเหตุผลจะตั้งคำถามว่ามันมาจากไหน

แต่พอเห็นตราเล็ก ๆ นั้น ทุกอย่างกลับดูต่างออกไปเล็กน้อย

บ้านสหัสบุปผาอยู่ห่างจากบางกอกตั้งไกล

อย่างน้อยเขาก็เคยคิดเช่นนั้น

แต่บางทีตลอดเวลาที่ผ่านมา—

สิ่งที่มาจากบ้านหลังนั้นอาจอยู่รอบตัวเขามากกว่าที่เคยรู้เสียอีก

มานพมองมะลิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะผละความสนใจไปหาร้านอื่นต่อ

อย่างน้อยตอนนี้ เรื่องกองทัพ เรื่องคุณตา และคำพูดของเจ้าพระยาก็ดูไกลออกไปอีกนิด

เพียงชั่วคราวก็ยังดี แดดบ่ายคล้อยลงเรื่อย ๆ

ทั้งคู่เดินต่อไปโดยไม่มีจุดหมายจริงจัง...



แดดบ่ายคล้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งคู่เดินต่อไปโดยไม่มีจุดหมายจริงจัง

บางกอกซึ่งมานพเห็นอยู่ทุกวันกลับดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อมีคนซึ่งไม่เคยเห็นมันเดินอยู่ข้าง ๆ

สิ่งที่เขาเคยมองข้ามกลายเป็นเรื่องน่าสนใจในสายตาของมะลิ

ร้านขนมริมถนน หน้าต่างกระจกของร้านเสื้อผ้า รถรางที่เบียดผู้คนจนแน่น

เด็ก ๆ ที่วิ่งไล่กันตามลาน หญิงชราที่ให้อาหารนก

มะลิหยุดดูทุกอย่าง ถามทุกอย่าง และดูเหมือนจะสนุกกับทุกอย่าง

จนมานพเริ่มลืมเรื่องที่พี่เอกกับคุณลุงพูดไปชั่วขณะ

เย็นนั้นทั้งคู่เดินมาถึงสนามหญ้ากว้างซึ่งผู้คนในเมืองใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน

ผู้คนจับกลุ่มนั่งคุยกัน เด็กบางคนวิ่งเล่น

คนงานซึ่งเพิ่งเลิกงานนั่งกินอาหารจากห่อกระดาษ

เสียงหัวเราะดังเป็นช่วง ๆ ท่ามกลางแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน

ห่างออกไปไม่กี่ถนน กองทัพกำลังเคลื่อนออกจากเมือง

แต่ตรงนี้—

ผู้คนยังคงใช้ชีวิต

มานพกับมะลิเดินช้าลงโดยไม่ได้นัดหมาย

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

กำลังโหลดข้อมูล

สารบัญ

บทที่ 3

สาวใช้และการเคลื่อนพล

bottom of page