top of page

ยินดีต้อนรับสู่เวบไซต์ทางการของ
สหัสบุปผา
https://shs.studiogu.com


ร.ศ. 219 (ค.ศ. 2000)


หลังอลิสาออกไปซื้ออาหารเพิ่มเติม ห้องพักก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

มะลิยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูด้วยท่าทีสำรวม มือทั้งสองประสานไว้ด้านหน้า

ดวงตาสีแดงจับจ้องมานพอย่างไม่กะพริบ


“คุณหนูประสงค์ให้บ่าวทำสิ่งใดก่อนดีเจ้าคะ?” มะลิถาม


มานพชะงัก คำถามนั้นฟังเหมือนง่าย แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าจะให้เธอทำอะไร


“เอ่อ... มะลินั่งรอก่อนได้ไหมครับ?”

“เจ้าค่ะ” มะลินั่งลงทันที แล้วก็จ้องเขาต่อ


มานพรู้สึกได้ถึงความกดดันประหลาดจากคนที่กำลัง “รอคำสั่ง” อย่างจริงจังเกินไป

มันทั้งอึดอัดและกดดัน

สุดท้ายเขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มคุย


“มะลิครับ ผมถามอะไรหน่อยนะครับ”

“ถามมาได้เลยเจ้าค่ะ คุณหนู!” มะลิยิ้มรับ


“มะลิมาที่บางกอกนี่ยังไงน่ะครับ?” มานพเริ่มคำถามแรกจากเรื่องพื้น ๆ

“อืม… ก็เดินบ้าง วิ่งบ้าง นั่งบ้าง เจ้าค่ะ”


มะลิตอบ ฟังดูเหมือนเธอเล่นไตรกรีฑามามากกว่าเดินทาง


“มะลิกำลังจะบอกว่าเดินเท้ามาจากบ้านสหัสบุปผา?”

“เจ้าค่ะ ตอนแรกก็แบบนั้นเจ้าค่ะ”

“แต่บางทีก็มีวิ่งบ้างนะเจ้าคะ ถ้าแถวนั้น มีอะไรวิ่งด้วย”


มานพฟังแล้วพยายามจะเข้าใจ ถ้าเขาจำไม่ผิดบ้านสหัสบุปผานี่อยู่เวียงเย็น

ทางตอนเหนือสุดของสุบรรณรัฐไม่ใช่หรือ?



“แล้วนั่งมานี่ยังไงน่ะครับ”

“เจ้าค่ะ นั่งมานี่…”

“ได้พวกคุณทหารที่ช่วยบอกทางให้น่ะเจ้าค่ะ”

“คุณทหาร?”

“เจ้าค่ะ พอทราบว่าบ่าวมาจากบ้านสหัสบุปผา

พวกคุณทหารก็ช่วยบอกทาง

บางแห่งยังจัดที่ให้พักด้วยเจ้าค่ะ”

“แล้วก็ช่วยพามาส่ง แต่ก็มาได้ถึงแค่ระยะหนึ่งเจ้าค่ะ”



โอเค ไม่แปลกอะไรนะ? ถ้าทหารจะช่วยสาวใช้ประหลาดที่เดินเตร็ดเตร่บนถนนหลวง


“แล้วกว่าจะมาถึงนี่ใช้เวลากี่วันครับ?” มานพถามต่อ

มะลินิ่งเหมือนใช้ความคิด


“ผ่านพระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตกหลายครั้งมากเจ้าค่ะ”

“เอ่อ… กี่ครั้งน่ะครับ?”

“บ่าวจำไม่ได้เจ้าค่ะ เยอะเกินไป”

มานพถอนหายใจ อย่างน้อยเขาก็รู้ละว่าหลายวัน


“แล้วรถล่ะครับ? นอกจากของพวกคุณทหารแล้ว ไม่ได้ขึ้นของคนอื่นเหรอครับ”

“อะไรคือรถเจ้าคะ?” มะลิเอียงคอ

มานพนิ่ง

“รถ...ที่มีล้อ ใช้เดินทางน่ะครับ คุณทหารน่าจะใช้พามาส่งมะลิด้วยใช่มั้ยครับ”

มะลิทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

“อ๋อ ที่บางกอกเรียกเกวียนว่ารถหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่ครับ...”

มานพพยายามอธิบายว่า ถึงมันจะมีล้อเหมือนกันแต่รถไม่ใช่เกวียน

มะลิฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะสรุปด้วยความมั่นใจว่า


“แต่เกวียนใช้ในไร่ในนาเจ้าค่ะ จะเอามาบางกอกได้อย่างไรเจ้าคะ

พวกคุณทหารก็ไม่ได้ส่งมะลิที่บางกอกนะเจ้าคะ”

ฟังแล้วมานพรู้สึกปวดหัวกับตรรกะของมะลิ แต่พอจะเข้าใจได้ว่า

เธอกำลังจะบอกว่าเขาว่า เธอเกรงใจคนที่ช่วยเหลือเธอ

มานพคิดว่า น่าจะประมาณนั้น เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุย



“แล้วคนที่ให้รูปกับจดหมายมะลิมา...

ผู้หญิงชื่อดอกไม้อะไรสักอย่างใช่ไหมครับ?”

“คุณดาวเรืองเจ้าค่ะ”

“ดาวเรือง...”


ชื่อที่คุ้นหูอย่างประหลาด แต่เขานึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากไหน

แต่ชื่อนี้ฟังดูน่าคิดถึงชอบกลสำหรับเขา


“คุณดาวเรืองเป็นคนจัดของให้บ่าวทั้งหมดเจ้าค่ะ

ทั้งจดหมาย รูป แล้วก็ของใช้จำเป็น ท่านกำชับว่าหากมีปัญหาระหว่างทางให้ถามคนที่สวมเครื่องแบบ”

เข้าใจล่ะว่าทำไมถึงไปหาพวกทหาร มานพคิดในใจ

คิดแล้วมานพก็นึกถึงเรื่องเมื่อตอนเปิดประตู

ที่มะลิพรวดพราดเข้ามาเหมือนดมกลิ่น


“อีกเรื่องครับ ตอนมาถึงที่นี่มะลิดมผมใช่มั้ยครับ?”

เขาลองถามแบบสรุปเลยว่า เธอดมกลิ่นเขา

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ บ่าวดมเพื่อตรวจสอบเจ้าค่ะ”

มะลิตอบ ยืนยันความสงสัยของมานพ

“ตรวจสอบ?”

“กลิ่นแม่นยำกว่าการมองด้วยตาเจ้าค่ะ” มะลิตอบอย่างมั่นใจ

“แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องชิมเจ้าค่ะ”

มานพนิ่งไป

“ชิมเนี่ย? หมายถึงเอาตัวผมใส่ปากเหรอครับ?”

“แบบนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ!”

มะลิรีบตอบ สีหน้าตื่นตกใจขึ้นมาทันที

“อีกอย่าง...คุณหนูก็ใหญ่เกินไป...” เธอหน้าแดงเล็กน้อย

มานพไม่แน่ใจว่าควรสนใจส่วนไหนของประโยคก่อน

“แล้วชิมแบบไหนครับ?”

“ก็...เลียแก้ม หรือดูดนิ้วสักนิดก็พอเจ้าค่ะ”

“ห้ามเลยครับ!”

“บ่าวยังไม่ได้ทำเลยนะเจ้าคะ บ่าวแค่ดม”

“แค่ดมก็มากเกินไปแล้วครับ” มะลิทำหน้าหงอยลงเล็กน้อย

“แล้วมะลิรู้กลิ่นผมได้ยังไงครับ?”

“คุณดาวเรืองมีเสื้อผ้าเก่าของคุณหนูเจ้าค่ะ ท่านให้บ่าวดมเพื่อจำกลิ่นไว้”

มานพชะงัก กับคำอธิบายของมะลิ

“เสื้อผ้าของผม?” เขาถามเพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน

“เจ้าค่ะ”

“ของเมื่อสิบปีก่อน?”

“เจ้าค่ะ”

“ยังเก็บไว้อีกเหรอครับ?”

“คุณท่านเป็นผู้สั่งให้เก็บไว้เจ้าค่ะ คุณดาวเรืองบอกว่าคุณท่านรักและคิดถึงคุณหนูมาก

จึงเก็บรักษาของของคุณหนูไว้ทั้งหมดอย่างดี เหมือนเมื่อวันนั้น”

มานพรู้สึกประหลาดขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมว่ามัน...เยอะไปหน่อยนะครับ”

“บ่าวเกรงว่า เรื่องนั้นคุณหนูคงต้องกลับไปเรียนคุณท่านเองเจ้าค่ะ”

“ผมยังไม่ได้ตกลงว่าจะกลับเลยนะครับ”

มะลิไม่ได้เถียง เพียงแต่มองเขาอย่างเงียบ ๆ อย่างผิดหวัง

มานพเหลือบมองนาฬิกา อลิสาออกไปนานกว่าที่คิด

เสื้อของเขายังเหนียวตัวจากอากาศร้อนของบางกอก


“ผมขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อก่อนนะครับ”

มานพลุกขึ้น เดินไปทางห้องน้ำ และตามความเคยชินก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อไปด้วย



ยังไม่ทันได้เข้าไปถึงประตู แขนสองข้างก็โอบเข้ามาจากด้านหลัง


“เดี๋ยวครับ!?”

มะลิแนบตัวเข้ากับแผ่นหลังเขา

มือเริ่มช่วยปลดเสื้ออย่างคล่องแคล่ว

“บ่าวช่วยเจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องครับ!”

“เป็นหน้าที่ของบ่าวเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าดิ้นสิ”

“ผมไม่ได้ดิ้น ผมกำลังพยายามหนีครับ!”

มานพพยายามดิ้นให้รุดจากการรัดของมะลิ

ไม่ขยับ

เขาลองออกแรงมากขึ้นอีก

ก็ยังไม่ขยับ

แขนเรียวที่ดูไม่น่าจะมีแรงมากนักกลับมั่นคงราวกับยึดไว้ด้วยเหล็ก

มานพนิ่งไปชั่วครู่


“มะลิครับ”

“เจ้าคะ?”

“ช่วยปล่อยมือก่อนครับ”

“แต่คุณหนูจะอาบน้ำไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“ใช่ครับ”

“เช่นนั้นบ่าวก็ต้องช่วยคุณหนูเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อนสิเจ้าคะ”


น้ำเสียงนั้นไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความเขินอาย


“ผมถอดเสื้อเองได้ครับ”

“บ่าวทราบเจ้าค่ะ”

“งั้นก็ปล่อยผมสิครับ!”

มะลิกะพริบตา

ระหว่างที่มานพยังพยายามนึกว่าจะทำยังไงดี

มือของมะลิก็เลื่อนกลับไปที่เสื้ออีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ


“เดี๋ยวครับ เดี๋ยวก่อน!”

มานพรีบเอาศอกหนีบแขนเสื้อไว้

มะลิหยุดมอง

จากนั้นเธอก็ลองดึงเบา ๆ

ตัวมานพขยับตามแรงนั้นไปทั้งตัว

เขารีบยันเท้ากับพื้น


“มะลิ!”

“เจ้าคะ?”

“ผมขอสั่งเลยนะครับ หยุดถอดเสื้อผมก่อนครับ”

คราวนี้มะลิหยุดจริง ๆ

มานพถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เขาพยายามขยับตัวให้หลุดจากพันธนาการของมะลิ

ส้นเท้าของเขาไปเกี่ยวขอบพรมหน้าห้องน้ำและเสียสมดุลทันที


“อ๊ะ!?”

มะลิยื่นมือมาคว้าเขา

เร็วเกินกว่าที่มานพจะทันตั้งตัว

แต่เพราะอีกฝ่ายกำลังขยับเข้าหาเขาอยู่แล้ว

แรงดึงนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้ใครยืนอยู่ได้

มานพล้มลงไปก่อน

มะลิถูกดึงตามลงมาด้วย



ตุบ!

แผ่นหลังของมานพกระแทกพื้นจนลมหายใจหายไปชั่วขณะ


“อึก...”

เขาหลับตาแน่นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น

สิ่งแรกที่เห็นคือเส้นผมสีลาเวนเดอร์ซึ่งตกลงมารอบตัว

มะลิอยู่เหนือเขา

ตอนล้มลงเธอคงพยายามใช้แขนรับตัวเองไว้ตามสัญชาตญาณ

มือทั้งสองจึงยันพื้นอยู่ข้างศีรษะของเขา ส่วนร่างกายที่เหลือทับลงมาเต็ม ๆ

ทั้งสองนิ่งค้าง ใกล้เกินไป ใกล้เสียจนมานพต้องกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

เขาพยายามเบือนหน้าไปอีกทาง แต่เส้นผมของมะลิที่ตกลงมาข้างแก้มทำให้รู้สึกราวกับว่า

พื้นที่รอบตัวถูกปิดเอาไว้เสียอย่างนั้น

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน...

เมื่อครู่มานพเพียงแค่จะไปอาบน้ำ

แล้วทำไมถึงกลายเป็นนอนอยู่บนพื้น เสื้อหลุดจากไหล่ไปข้างหนึ่ง

และมีหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้ทับอยู่บนตัวได้

มะลิกะพริบตาปริบ ๆ

สีหน้าของเธอไม่ได้ดูตกใจเพราะท่าทางของทั้งคู่เลย

กลับดูเป็นห่วงเรื่องอื่นมากกว่า


“คุณหนูเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?”

“...ยังไม่แน่ใจครับ”

“กระแทกตรงไหนหรือเจ้าคะ?”

“มะลิครับ”

“เจ้าคะ?”

“ก่อนจะตรวจว่าผมเจ็บตรงไหน...”


มานพเว้นไปครู่หนึ่ง พยายามเลือกคำที่สุภาพที่สุดเท่าที่สมองในเวลานี้จะคิดออก

“ช่วยลงจากตัวผมก่อนได้ไหมครับ”


แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับอะไรเสียงกลอนประตูก็ดังขึ้น

กึก

ทั้งสองหันไปพร้อมกัน

ประตูห้องเปิดออก

อลิสายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมถุงอาหารในมือ

เธอนิ่งไป

สายตาไล่จากมะลิ... ลงมาที่มานพ


“.........”

“......”

“...”


มานพรู้ทันทีว่าไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรต่อจากนี้

มันก็คงฟังไม่น่าเชื่ออยู่ดี



อลิสาเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ

จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิกหูมะลิ


“โอ๊ย! เจ้าค่ะ!” มะลิร้อง

“นั่งลง” อลิสาพูดเสียงเรียบ

ไม่กี่นาทีต่อมา มะลินั่งคุกเข่าอยู่หน้าอลิสาเหมือนเด็กถูกครูเรียกมาดุ

มานพนั่งอยู่ข้าง ๆ หลังจากติดกระดุมเสื้อกลับเรียบร้อยแล้ว

อลิสากอดอก


“ให้อธิบายไหมว่าฉันเห็นอะไร?”

“นพกำลังจะถอดเสื้อไปอาบน้ำ แล้วเธอก็เข้ามาปรนนิบัติ

ถ้าฉันกลับมาช้ากว่านี้ เธอคงถอดเสื้อผ้าเขาหมดแล้ว

ตามเข้าไปอาบน้ำให้ด้วย ใช่ไหม?”

“เจ้าค่ะ” มะลิพยักหน้า

“คิดไว้ไม่มีผิด”

“บ่าวเพียงทำหน้าที่เจ้าค่ะ!”

“ที่บ้านสหัสบุปผาจะมีกฎอะไร ฉันไม่สนใจ”

“แต่ที่นี่คือที่พักของนพ และที่นี่มีกฎ” อลิสาชี้ลงพื้น


มะลิเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจ

“หนึ่ง ที่นี่ ฉัน อลิสา คือกฎ”

มะลิกะพริบตา

“สอง ดูข้อหนึ่ง”


มานพหลุดหัวเราะเบา ๆ

อลิสาหันมามองเขา

เขารีบเงียบ


“ห้ามถอดเสื้อผ้าให้นพ ห้ามอาบน้ำให้นพ เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ทำแบบนั้นมันทำลายศักดิ์ศรีเขา เข้าใจไหม?”

“เจ้าค่ะ...”

“แล้วก็ห้ามดม”


มะลิเงยหน้าทันที

“แต่—”

“ห้ามเลียแก้ม ห้ามดูดนิ้ว ห้ามจูบ ห้ามหอมแก้ม

และห้ามสัมผัสตัวเขาโดยไม่จำเป็น”


มะลิทำหน้าตกใจ

“เธอเป็นคนนะ ไม่ใช่หมา”

อลิสาพูดต่อ

“ถ้าเป็นหมาจริง พี่จะโทรเรียกเทศบาลมาจับเธอไป”

ดวงตาของมะลิเบิกกว้าง


“อย่านะเจ้าคะ! ไม่เอา...เทด สะ บาน...”

“พี่อลิสา ผมว่าพี่พูดแรงไปนะครับ ฟังเหมือนเรียกมะลิเป็นหมาเลย”

“เพราะพี่รู้ว่าเธอไม่ใช่ไง” อลิสาตอบทันที

“ก็เลยกำลังสอนกฎเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้”


เธอหันไปทางมานพ

“นพ ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่คุยกับแม่สาวใช้นี่เอง”

“แต่...”

“ไปเถอะ” อลิสายิ้มให้เขา

“พี่ซื้ออาหารสำเร็จรูปมาแล้ว วันนี้นพไม่ต้องทำกับข้าว”


มานพยังลังเล ก่อนจะยอมเดินเข้าห้องน้ำ

ก่อนปิดประตู เขายังโผล่หน้าออกมามองมะลิอย่างเป็นห่วง

อลิสายิ้มแล้วโบกมือให้



ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลง

รอยยิ้มของอลิสาก็จางหายทันที

หญิงสาวหันกลับมาหามะลิ


“ชื่อมะลิสินะ”

“เจ้าค่ะ”

“เธอรู้จักฉันมากแค่ไหน?”

“คุณดาวเรืองบอกว่า ท่านอลิสาเป็นผู้มีพระคุณหาที่สุดไม่ได้ คนนั้นเจ้าค่ะ” มะลิตอบอย่างซื่อ ๆ

“ดาวเรืองเล่าเรื่องฉันให้ฟังเยอะสินะ” อลิสาหรี่ตา

“เจ้าค่ะ”

“งั้นบอกมาหน่อย ดาวเรืองเป็นใครกันแน่”มะลินิ่ง

“ครั้งสุดท้ายที่ฉันไปบ้านนั้น คุณท่านไม่มีสาวใช้ชื่อดาวเรือง”

“แล้วคนอย่างพระยาวิเศษแปรก็ไม่ใช่คนที่จะเอาหญิงชาวบ้านที่ไหนไม่รู้ขึ้นมาคุมบ้าน”

อลิสาพูดช้า ๆ เธอหยุดเล็กน้อย


“ชายคนนั้นรอดจากคืนแห่งการทรยศมาได้ เขาไม่ใช่คนประมาท”

“คุณดาวเรืองบอกไว้แล้วเจ้าค่ะว่า

ท่านอลิสาจะต้องถามบ่าวเรื่องนี้ตอนอยู่กันสองคน”

“แล้วเธอให้ตอบว่าอย่างไร?” อลิสาเลิกคิ้ว

“ไม่ได้บอกอะไรไว้เลยเจ้าค่ะ”


อลิสานิ่งไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ฉลาดดีนี่”

เธอส่ายหน้า“วิธีปกปิดข้อมูลที่ดีที่สุดก็คือ ไม่มีข้อมูลเลยสินะ”


มะลิยังคงนั่งนิ่ง

“ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร”

อลิสาพูด

“ฉันไม่คิดจะยุ่งเรื่องภายในบ้านนั้นอยู่แล้ว”

เธอเหลือบไปทางประตูห้องน้ำ


“นพก็จะไม่กลับไปด้วย”


มะลิเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

“แต่บ่าวอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้เจ้าค่ะ”


อลิสาหันกลับมา

“หมายความว่าอย่างไร?”

“ไม่ว่าคุณหนูจะกลับหรือไม่ บ่าวก็ต้องกลับภายในเวลาที่กำหนดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้น...”

“จะถูกไล่ออก?”

“ถ้าอย่างนั้นคุณตาของนพก็ใจร้ายกว่าที่คิดนะ”


มะลิส่ายหน้าแรง ๆ

“ร้ายแรงกว่านั้นเจ้าค่ะ”

“บ่าวจะเสียคุณสมบัติของการเป็นสาวใช้แห่งบ้านสหัสบุปผาเจ้าค่ะ”

“เสียคุณสมบัติ?”


มะลิเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบขวดแก้วใบหนึ่งออกมา

ของเหลวภายในเรืองแสงอ่อน ๆ

อลิสามองมันนิ่ง ๆ

“นี่คืออะไร?”

“เครื่องดื่มเพื่อรักษาคุณสมบัติการเป็นสาวใช้เจ้าค่ะ”

“แล้วถ้าไม่ดื่ม?”

“เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง บ่าวก็จะขาดคุณสมบัติ และจะกลับไปทำงานไม่ได้เจ้าค่ะ”


อลิสาหรี่ตา

“พระยาวิเศษแปรใช้ยาควบคุมพวกเธออย่างนั้นเหรอ?”

“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”

“คุณท่านไม่เคยทำเช่นนั้น

การเป็นสาวใช้แห่งบ้านสหัสบุปผาเป็นเกียรติสูงสุดของบ่าวเจ้าค่ะ!”


อลิสาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง

“แล้วคนอื่นก็ต้องดื่มเหมือนกัน?”

“เจ้าค่ะ”

“มีสาวใช้อื่นอีกเยอะ?”

“เยอะเจ้าค่ะ”

“บ่าวเป็นเพียงสาวใช้ต่ำต้อยที่คุณดาวเรืองเลือกมาทำหน้าที่นี้เท่านั้น”

“ฉันไม่ชอบวิธีแบบนี้เลย”


อลิสาถอนหายใจ เธอพูดตรง ๆ

“แต่พระยาวิเศษแปรมีความลับของเขา และฉันมีข้อตกลงกับเขา

ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องภายในบ้านสหัสบุปผา แลกกับอิสระของนพ”


เธอมองมะลิตรง ๆ

“อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าเธอมาจากบ้านนั้นจริง

ไม่ใช่อาชญากรที่ไหนปลอมตัวมา”

“แต่มีอย่างหนึ่ง” อลิสาพูดต่อ

“อย่าใช้เวลาหรือเครื่องดื่มที่เหลืออยู่ของเธอไปกดดันนพ”

“เขาใจอ่อน” อลิสาพูดเรียบ ๆ

“ถ้าเขารู้ว่าเธอจะเดือดร้อนเพราะไม่กลับไป

เขาอาจยอมกลับเพราะสงสารเธอ”


มะลิเงียบ อลิสามองสาวใช้ตรงหน้าเพื่อรอดูปฏิกิริยา


“เธอเกลียดนพหรือเปล่า?”


มะลิส่ายหน้าแรง ๆ


“งั้นตอบมาตามจริง”


มะลินิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างช้า ๆ


“บ่าวดีใจมากเจ้าค่ะที่ได้พบคุณหนู” สาวใช้ยิ้มเล็กน้อย

“คุณหนูใจดี...เป็นอย่างที่บ่าวเคยคิดไว้ว่าคุณหนูน่าจะเป็นเจ้าค่ะ”

“บ่าวไม่มีวันทำร้ายคุณหนู หากจำเป็น บ่าวยอมใช้ชีวิตปกป้องคุณหนูได้เจ้าค่ะ”

“งั้นก็จำไว้

การใช้ความลำบากของตัวเองไปบังคับให้เขาทำสิ่งที่ไม่ต้องการ

ก็เป็นการทำร้ายเขาเหมือนกัน”


มะลินิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนพยายามทำความเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้า


“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”มะลิตอบ

“คุณดาวเรืองเองก็กำชับว่า ห้ามบังคับคุณหนูเจ้าค่ะ”


อลิสาถอนหายใจ

“ดี”


เธอหยิบตะกร้าผ้ากับชุดนอนของมานพส่งให้มะลิ


“ถ้าอย่างนั้นทำหน้าที่ของเธอสิ เอาชุดนี้ไปวางไว้หน้าห้องน้ำ

แล้วบอกนพว่าเสื้อผ้าอยู่ตรงนั้น”


“เจ้าค่ะ!” มะลิรับตะกร้าไปอย่างกระตือรือร้น


อลิสาหันไปจัดโต๊ะอาหาร

ไม่นานนัก มานพก็ออกมาจากห้องน้ำในเสื้อผ้าชุดใหม่

โต๊ะพับกลางห้องถูกกางออกแล้ว อาหารสำเร็จรูปถูกจัดวางเรียบร้อย

มานพนั่งลงพร้อมอลิสา

แต่มะลิยังยืนอยู่ข้าง ๆ


“มะลิไม่กินด้วยกันเหรอครับ?”

“บ่าวไพร่จะทานอาหารร่วมโต๊ะกับนายไม่ได้เจ้าค่ะ”


มานพหันไปมองอลิสา

เธอกินอาหารต่อเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร

นั่นทำให้เขาแปลกใจมากกว่าเดิม

ปกติถ้าอลิสามีอะไรจะว่า เธอจะพูดทันที


มานพถอนหายใจ

“มานั่งข้าง ๆ ผมก็ได้ครับ” เขากล่าว


มะลิตาเป็นประกายขึ้นทันที

เธอคลานเข่าเข้ามานั่งข้างเขาอย่างรวดเร็ว จนเกือบชิดตัว

มานพชะงัก

มะลิเองเหมือนจะไม่รู้ว่ามีอะไรผิด

ระยะใกล้ขนาดนี้ทำให้เขาเพิ่งสังเกตจริง ๆ ว่า

หญิงสาวคนนี้สวยกว่าที่เขาพยายามไม่คิดมาตลอดทั้งเย็น

อลิสากระแอมเบา ๆ โดยไม่เงยหน้า

มานพรีบมองจานตัวเอง


“มะลิครับ...”

“เจ้าคะ?”

“ทำไมต้องนั่งใกล้ขนาดนี้ครับ?”

“คุณหนูบอกให้นั่งข้าง ๆ เจ้าค่ะ”

“ถอยออกไปอีกนิดได้ไหมครับ ผมจะกินไม่สะดวก”

“เจ้าค่ะ”


มะลิขยับออกไปตามคำสั่ง

แต่ดวงตาของเธอยังคงติดตามช้อนอาหารในมือมานพ

ช้อนขึ้น... ดวงตาขึ้น... ช้อนลง... ดวงตาลง...

มานพเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกสัตว์เลี้ยงมองเจ้าของกินขนม


“จะไม่กินสักหน่อยเหรอครับ?”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณหนูยังทานไม่เสร็จ”

“ถ้าอยากกินก็บอกได้นะครับ”

“คุณหนูไม่ต้องสนใจบ่าวหรอกเจ้าค่ะ”


มานพชะงัก

“แต่มะลิเป็น...เอ่อ...สาวใช้ของผมนี่ครับ”


มะลิเบิกตากว้าง

“จริงเหรอคะ คุณหนู!? คุณหนูยอมรับบ่าวแล้วเหรอเจ้าคะ?”

“ก็...ในจดหมายคุณตาฝากมะลิไว้กับผมไม่ใช่เหรอครับ?”

“ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสาวใช้ของผมชั่วคราวแล้วกันครับ” มานพงงกับวิธีคิดของมะลิ


มะลิพยักหน้ารัว ๆ อย่างดีใจ

“ถ้าเป็นสาวใช้ของผม อยากได้อะไรก็ให้บอกผมได้นะครับ?”

“ความปรารถนาของคุณหนู ก็คือความปรารถนาของบ่าวเจ้าค่ะ!”


มานพยิ้มบาง ๆ


“ถ้างั้นผมอยากให้มะลิกินข้าวด้วยกันนี่แหละ ที่บ้านนี้พวกเรากินข้าวพร้อมกันเสมอนะครับ”


มะลิมองหน้าเขาแล้วมองอาหารบนโต๊ะ แล้วก็กลับมามองหน้ามานพอีกครั้ง


“จะให้มานพเขาตักป้อนเธอเลยไหม แม่สาวใช้?” อลิสาพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้า



มานพยักไหล่ จากนั้นก็ตักอาหารชิ้นหนึ่งยื่นไปทางมะลิ


“ทานได้นะครับ” เขายิ้มและยื่นอาหารบนช้อนให้กับมะลิ


มะลิอ้าปากอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วกินอาหารจากช้อน เธอเคี้ยวสองสามครั้ง กลืนลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันที


“นี่มันอะไรกันหรือเจ้าคะ!? อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ!

บ่าวไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลยเจ้าค่ะ!”

“เอ่อ ดีใจนะที่มะลิชอบน่ะครับ แต่ว่า...นี่มันก็แค่ก้อนโปรตีนธรรมดา ๆ

ทอดพริกกระเทียมแค่นั้นเองนะครับ”

มานพรู้สึกประหลาดใจเพราะว่า

ก้อนโปรตีนเป็นอาหารพื้นฐานชนิดหนึ่งที่หาได้ง่ายที่สุดในบางกอก

ผลิตจากโปรตีนแปรรูป โดยมากใช้ถั่วเป็นวัตถุดิบ

ในโลกที่พื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เหลืออยู่เพียงส่วนน้อย

พื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มีค่ามากกว่าที่เคย

เนื้อสัตว์กับผักสดจึงกลายเป็นของราคาแพงและหาได้ยากสำหรับคนเมืองทั่วไป

ก้อนโปรตีนราคาถูก เก็บได้นาน และผลิตได้เป็นจำนวนมาก

จึงเป็นอาหารธรรมดาของคนเมืองอย่างมานพกับอลิสา

เขานั่งมองท่าทางตื่นเต้นของมะลิแล้วนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ มะลิบอกว่าเดินมาจากบ้านสหัสบุปผาตั้งหลายวันใช่ไหมครับ?”

“เจ้าค่ะ”

“แล้วระหว่างเดินทางมา หรือปกติแล้วมะลิกินอะไรครับ?”



“ถ้าตอนอยู่ที่บ้านสหัสบุปผา ก็เป็นอาหารที่ฝ่ายครัวเตรียมให้น่ะเจ้าค่ะ

แต่ถ้าตอนเดินทางมา นอกจากเสบียงที่คุณดาวเรืองให้ติดตัวมาแล้ว…

ก็ต้องหาเอาเองระหว่างทางเจ้าค่ะ”



“หาเอาเองระหว่างทาง หมายถึงซื้อของพวกชาวบ้านน่ะเหรอครับ?”

“ไม่นะเจ้าคะ มะลิพึ่งตัวเองได้”

“เท่าที่จำได้ ก็มี...แมลงที่กระโดดเก่ง ๆ เจ้าค่ะ ตัวมันเล็กไปหน่อยแถมหนีไวด้วย"



"เจ้าตัวลื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ น้ำ กระโดดเก่งเหมือนกัน"

"ตอนแรกก็ส่งเสียงร้องกันระงมเชียว พอจับได้สักตัวก็เงียบกริบ"

"แต่มันไม่ค่อยฉลาดนะเจ้าคะ ถ้านิ่ง ๆ ไว้มันก็ไม่เห็นเรา"



"ที่ยากหน่อยก็เป็นเจ้าตัวยาว ๆ มีเกล็ดน่ะเจ้าค่ะ เจ้านี่มันสู้น่าดู”

"ชาวบ้านแถวนั้นเตือนว่าระวังอย่าโดนมันกัดเด็ดขาด แต่มะลิโดนแล้วก็แค่ชา ๆ นะเจ้าคะ?"

มานพหัวเราะแห้ง ๆ เขาพอจะนึกออกว่า มะลิหมายถึงตัวอะไรบ้าง



“นอกบางกอกนี่คงมีพวกสัตว์เล็ก ๆ เยอะนะครับ”

“เจ้าค่ะ แต่ไอ้ตัวที่เรียกว่าแมวเนี่ย มันไม่ยอมให้เข้าใกล้เลย

ส่วนตัวที่เรียกว่าหมา ก็แยกเขี้ยวจะกัดมะลิตลอดเจ้าค่ะ”

“ชุดสาวใช้มันดูรุ่มร่ามแปลกตา พวกสัตว์เลี้ยงมันก็น่าจะไม่คุ้นเคยแบบนี้ล่ะครับ”

“บ่าวก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ แต่ว่าก้อน โป-ตีน อะไรนี่ อร่อยกว่าอย่างอื่นจริง ๆ เจ้าค่ะ”

“ดีใจที่ชอบนะครับ”



“ฟังมะลิเล่าแล้ว ทำให้พี่นึกถึงสมัยก่อนเลยนะ

เวลาสงครามเนี่ย มีอะไรเราก็ต้องกิน”


อลิสาพูดขึ้นระหว่างกินอาหาร เธอพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา


“ขนมปังแข็งที่ไม่รู้ว่ากระสุนปืนหรือมันแข็งกว่ากัน

เนื้อเค็มที่เค็มกว่าน้ำทะเล ก็หรูหราล่ะสำหรับแนวหน้า”


มานพชะงัก อลิสากินต่ออย่างสบายใจ


“หนูนี่กระดูกเยอะ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย เวลาย่างต้องระวัง”


มานพเกือบหยุดเคี้ยว


“พี่อลิสาเคยกินด้วยเหรอครับ หนูน่ะ?

ไอ้ตัวในท่อน้ำกับช่องระบายความร้อนเนี่ยนะครับ?”

“เลือกไม่ได้นะ นพ” อลิสาตอบสั้น ๆ

“ผมนึกภาพไม่ออกเลย เนื้อสัตว์เนี่ย...

รสชาติมันต่างอะไรจากก้อนโปรตีนแบบไหน?”


อลิสาวางช้อนลงชั่วครู่


“รสชาติไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอกนะ”

“มันต่างตรงที่ทุกครั้งเราพรากไปหนึ่งชีวิต

ชีวิตที่ไกอาเองก็ให้คุณค่า”


มานพเหลือบมองเธอ อลิสาพูดต่อ


“จงกินเพื่ออยู่ และใช้ชีวิตที่พรากไปนั้นให้มีคุณค่าที่สุด ถึงจะเป็นการเคารพไกอา”


อลิสาเป็นผู้นับถือศาสนา ไกอาวิถี ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ของชาวอัลเบียน

คำสอนนั้นไม่ได้หมายความว่าห้ามฆ่าหรือห้ามกินเนื้อโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่อลิสาพยายามสอนมาตลอดคือ อย่าพรากชีวิตเพียงเพราะติดใจในรสชาติ

หากจำเป็นต้องกินเพื่อมีชีวิต ก็จงกิน

แต่เมื่อพรากชีวิตนั้นมาแล้ว ก็อย่าทิ้งขว้างมันไปอย่างไร้ค่า


“ดีนะที่เธอชอบก้อนโปรตีนนี่” อลิสาหยิบอีกชิ้นขึ้นมา

“คนคิดก็เข้าใจทำนะ เจ้าสิ่งนี้กินเท่าไหร่ก็ได้...”


สายตาของเธอชะงักลงที่มุมหนึ่งของก้อนโปรตีน

มีตราเล็ก ๆ ประทับอยู่บนนั้น

งูสองตัวพันรอบดาบเล็ก ๆ สัญลักษณ์ของบ้านสหัสบุปผา

อลิสานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อนได้ยังไง... อลิสาคิดในใจ


“พี่อลิสาอย่าเพิ่งเทศน์สิครับ นี่มันไม่ใช่เวลาสวดมนต์ก่อนนอนนะครับ” มานพบ่นขึ้น


เขารู้ดีว่าอลิสานับถือไกอาวิถี เธอเล่ามาตลอดว่าพ่อของเขาก็นับถือศาสนานี้

และเคยบวชเป็นนักบวชก่อนจะสึกออกมา ถึงแม้กระนั้นอลิสาก็ไม่เคยบังคับให้มานพเข้ารีต

แต่เรื่องชวนสวดมนต์ก่อนนอนกับการเทศน์เรื่องคำสอนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


“เอ้า อัย แอ้ว เอ้าอ่ะ...” มะลิพูดขึ้นทั้งที่อาหารยังเต็มปาก

เสียงของมะลิฟังอู้อี้จนแทบฟังไม่ออก มานพหันไปมอง

แก้มของเธอพองเล็กน้อยคล้ายกับสัตว์เล็ก ๆ เคี้ยวอาหารในกระพุ้งแก้ม

ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกว่าเธอน่าเอ็นดูอย่างประหลาด

จนเผลออยากยื่นมือไปลูบศีรษะเธอสักครั้ง

แต่เขาไม่ได้ทำ

หลังอาหารเย็น อลิสาเก็บจานทั้งหมดเตรียมเอาไปล้าง


“นพ พามะลิไปซักผ้าด้วยนะ”

“ครับ”



มานพรู้กิจวัตรของอลิสาดี

ช่วงเวลาที่เขาลงไปจัดการเรื่องซักผ้า

เธอมักใช้จังหวะนั้นอาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดนอนเสียเลย

ชายหนุ่มเดินไปหยิบตะกร้าผ้าที่วางไว้ข้างตู้

ทันทีที่เขายกมันขึ้น มะลิก็รีบลุกตาม


“บ่าวถือให้เจ้าค่ะ”


มือทั้งสองข้างยื่นมารับอย่างเป็นธรรมชาติ

มานพขยับตะกร้าหนีเล็กน้อย


“คราวนี้ผมถือเองครับ”

มะลิชะงัก

“แต่—”

“มะลิไปดูวิธีซักก็พอครับ” มานพตอบทันที

มะลิมองตะกร้าในมือเขา แล้วเงยหน้ากลับมามองอีกครั้ง

สีหน้าดูเหมือนยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดมานพถึงไม่ยอมให้ถือตะกร้า


“เจ้าค่ะ...”

แต่สุดท้ายมะลิยอมถอยไปในที่สุด

มานพถอนหายใจเบา ๆ

อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องเริ่มเถียงกันตั้งแต่หน้าห้อง

ทั้งสองออกจากห้องพัก เดินไปตามระเบียง แล้วลงบันไดไปยังชั้นล่างของอาคาร

ยิ่งลงไป เสียงจากพื้นที่ส่วนกลางก็ยิ่งชัดขึ้น

เสียงพูดคุยของผู้คน

เสียงล้อรถเข็นครูดไปตามพื้น

และเสียงต่ำสม่ำเสมอของเครื่องจักรจำนวนมากซึ่งดังลอดมาตามทางเดิน



เมื่อผ่านประตูเข้าไป มะลิหยุดฝีเท้าไปชั่วขณะ

ห้องซักผ้ารวมกินพื้นที่กว้างเสียจนมองครั้งแรกแทบไม่เหมือนห้องเสียด้วยซ้ำ

เพดานสูงทอดยาวไปไกล หลอดไฟเรียงเป็นแนวเหนือศีรษะ

เครื่องซักผ้าและเครื่องเป่าแห้งตั้งเรียงกันเต็มผนังเป็นชั้น ๆ ซ้ำไปจนเกือบสุดสายตา

ตรงกลางมีม้านั่งยาววางเป็นแถว

ผู้คนกระจายตัวอยู่ทั่วโถง บ้างกำลังพับผ้า บ้างนั่งอ่านหนังสือพิมพ์

บ้างนั่งเฉย ๆ รอให้เครื่องของตนหยุดหมุน

เสียงถังหมุนหลายสิบเครื่องประสานกันเป็นเสียงครางต่ำ ๆ ต่อเนื่อง


มะลิมองไปรอบตัวช้า ๆ และเอ่ยขึ้นว่า

“ทั้งหมดนี่... ใช้ซักผ้าหรือเจ้าคะ?”

“ครับ” มานพตอบพลางเดินต่อ

“ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”

“ทั้งหมดครับ”


เธอหันกลับไปมองแนวเครื่องจักรอีกครั้ง

“คนบางกอกมีผ้าให้ซักมากถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ?”

มานพหลุดหัวเราะ

“ไม่ใช่ของคนเดียวครับ คนทั้งตึกใช้ร่วมกัน”

มะลิพยักหน้าเหมือนเข้าใจขึ้นมาบ้าง

แล้วก็มองขึ้นไปยังเครื่องที่วางซ้อนกันหลายชั้น

ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้าไปลึกขึ้น สายตาหลายคู่ก็เริ่มหันมา

บางคนเพียงมองผ่าน ๆ แล้วกลับไปทำธุระของตน

บางคนมองมะลินานกว่านั้น

หญิงสาวผมสีลาเวนเดอร์ในเครื่องแบบสาวใช้เต็มยศเดินอยู่กลางห้องซักผ้าสาธารณะ

ย่อมโดดเด่นกว่าคนที่สวมเสื้ออยู่บ้านกับรองเท้าแตะอยู่หลายเท่า

มานพได้ยินเสียงพูดเบา ๆ จากม้านั่งด้านหนึ่ง

เขาเลือกไม่หันไป

ชุดสาวใช้นี่เด่นจริง ๆ แฮะ... มานพคิดในใจ

มะลิเองเหมือนไม่ได้สนใจเลย เธอเดินตามมานพมาอย่างตั้งอกตั้งใจ

จนกระทั่งเขาหยุดอยู่หน้าเครื่องว่างเครื่องหนึ่ง มานพวางตะกร้าลง



“ดูนะครับ”

“เจ้าค่ะ”

มะลิขยับเข้ามาแทบจะทันที

ใกล้เสียจนมานพต้องเหลือบมองเธอ

“ตรงนั้นก็เห็นครับ ไม่ต้องเข้ามาชิดขนาดนั้น”

มะลิถอยออกไปประมาณครึ่งก้าว

“เท่านี้หรือเจ้าคะ?”

“...ครับ เท่านี้ก็ได้”

มานพเริ่มหยิบเสื้อผ้าออกจากตะกร้า

“อย่างแรก แยกก่อน”

“แยกสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

“พวกที่สีตกง่าย ผ้าบาง หรือผ้าที่ต้องซักต่างกันครับ

ถ้าโยนทุกอย่างรวมกันหมด บางทีเสื้อขาวก็อาจออกมาเป็นอีกสีได้”

เมื่อแยกผ้าเสร็จ เขาเปิดฝาเครื่องแล้วใส่เสื้อผ้าลงไป

มะลิมองตามทุกชิ้น

มานพหยิบผงซักฟอกขึ้นมา


“อันนี้เรียกว่าผงซักฟอกใส่ตรงนี้ อย่าใส่มากเกินไป”


เขาปิดฝาเครื่อง แล้วชี้ไปยังแผงควบคุม

“จากนั้นเลือกแบบซัก ดูว่าผ้าเป็นอะไร แล้วก็ตั้งเวลา”


มะลิจ้องปุ่มกับตัวเลขบนแผง


“เครื่องนี้รู้หรือเจ้าคะว่าผ้าสกปรกเพียงใด?”

“ไม่รู้ครับ เราต้องบอกมัน”

“เหมือนสั่งคนงานหรือเจ้าคะ?”


มานพคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“...ถ้าอธิบายแบบนั้นแล้วมะลิเข้าใจก็เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”


มานพค่อย ๆ กดปุ่ม

เครื่องส่งเสียงดังขึ้น ก่อนถังด้านในจะเริ่มหมุนช้า ๆ

มะลิขยับเข้าไปมองผ่านกระจกด้านหน้า

เสื้อผ้าค่อย ๆ พลิกไปมาอยู่ในน้ำ

เธอมองอยู่พักหนึ่ง


“แล้วเราไม่ต้องทำอะไรเลยหรือเจ้าคะ?”

“รอครับ”

“แค่นั้นหรือเจ้าคะ?”

“แค่นั้นครับ”


ทั้งสองนั่งรออยู่บนม้านั่งใกล้ ๆ

ระหว่างนั้นเสียงซุบซิบยังดังมาเป็นระยะ

มานพได้ยินคำว่า สาวใช้ หลุดมาเป็นครั้งคราว

รวมถึงคำถามบางอย่างว่าเธอมาจากบ้านไหน

เขายังคงทำเป็นไม่ได้ยิน

ส่วนมะลิกลับไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย

เธอนั่งตัวตรง มือวางเรียบร้อยบนตัก

และมองเครื่องซักผ้าของมานพราวกับกลัวว่าจะพลาดขั้นตอนใดไป

เมื่อเครื่องหยุด มานพลุกขึ้น


“ต่อไปก็เป่าให้แห้งครับ”

“เป่าให้แห้ง? มิใช่ต้องตากหรือเจ้าคะ?”

“ดูนะครับ”


เขาเปิดเครื่อง นำผ้าที่เปียกหมาดออกมาใส่ตะกร้า

แล้วถือตะกร้าไปยังเครื่องเป่าแห้ง

เขาเปิดเครื่องเป่า ใส่ผ้าลงไป ตั้งเวลา แล้วกดเริ่มอีกครั้ง

เสียงถังหมุนดังขึ้น มะลิก้มดูผ่านกระจกอีกครั้ง

เมื่อผ้าแห้งสนิท มานพเป็นคนเก็บทุกอย่างกลับลงตะกร้า

มะลิยืนอยู่ข้าง ๆ คอยมองวิธีพับผ้าอย่างตั้งใจเหมือนเดิม

สาวใช้ดูตั้งใจในการจดจำทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี

อย่างน้อยคืนนี้ มานพก็มั่นใจขึ้นมานิดหนึ่งว่า...

ถ้าพรุ่งนี้มะลิจะพยายามซักผ้าให้เขาเอง

เธอคงไม่ทำเสื้อทั้งตู้พังในครั้งเดียว

...คงไม่หรอกกระมัง?


เมื่อกลับถึงห้อง อลิสาจัดฟูกนอนสำหรับคืนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

มะลิทำท่าจะเตรียมหาที่นอนแล้ว


“เดี๋ยวก่อน” อลิสาห้าม

“เธอไปอาบน้ำก่อน”

“เจ้าค่ะ!”



มะลิรับคำสั่งของอลิสา

แล้วเริ่มถอดเสื้อตรงนั้นทันที โดยไม่สนใจว่าเธออยู่ต่อหน้าใครบ้าง

มานพยืนตัวแข็งหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก

อลิสานิ่งไปเสี้ยววินาที


“เดี๋ยว! เดี๋ยว ๆ ๆ! เธอจะถอดตรงนี้ทำไม!?” อลิสาโวยวาย


มะลิหยุดมือ สีหน้าสับสนอย่างแท้จริง

อลิสารีบเดินเข้าไปคว้าตัวเธอ


“เข้าห้องน้ำไปเลย!”


อลิสารีบลากตัวมะลิเข้าห้องน้ำไปด้วยตัวเอง

ก่อนประตูจะปิดลงตามหลัง

มานพถอนหายใจยาว

มะลินี่มีแต่เรื่องให้ตกใจได้เรื่อย ๆ จริง เขาคิดในใจ

แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างวางอยู่ข้างตัว


ตุ๊กตาผ้าตัวเล็ก


น่าจะเป็นของที่มะลิหยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทาง

มันเป็นตุ๊กตาผู้หญิงตัวจิ๋ว ผมสีแดงเข้ม สวมชุดโกธิคสีดำ

ทำขึ้นแบบหัวใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย ดูน่ารักจนแทบขัดกับชุดสีดำของมัน

มานพหยิบมันขึ้นมาดู

เขาไม่รู้ว่าตุ๊กตานี้ทำเป็นรูปของใคร

แต่ยิ่งมอง ความรู้สึกประหลาดกลับยิ่งชัดขึ้น

เหมือนมีชื่อหนึ่งอยู่ตรงปลายความคิด

เหมือนเขาเคยมองเห็นผู้หญิงผมแดงคนหนึ่งมาก่อน

ใครสักคนที่เขาควรจะจำได้

ใครสักคนที่เขาคิดถึง

ทั้งที่เขาเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใคร



Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

กำลังโหลดข้อมูล

สารบัญ

บทที่ 2

สาวใช้ที่ไม่รู้จักระยะห่าง

bottom of page