top of page

ยินดีต้อนรับสู่เวบไซต์ทางการของ
สหัสบุปผา
https://shs.studiogu.com


ร.ศ. 219 (ค.ศ. 2000)


นับตั้งแต่ “คืนแห่งการทรยศ” เมื่อห้าสิบห้าปีก่อน

มนุษยชาติถูกบีบให้ถอยร่นมาอยู่หลังมหากำแพงปราการ

แนวกั้นระหว่างการสูญพันธุ์และความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ณ บางกอง เมืองหลวงของสุบรรณรัฐ

รัฐไม่กี่รัฐของมนุษยชาติที่ยังเหลือรอดจากไฟสงครามกว่าครึ่งศตวรรษ

ที่นั่นเรื่องราวของเรากำลังเริ่มต้นขึ้น


เย็นวันนี้... บางกอกเมืองหลวงแห่งสุบรรณรัฐ

ยังสว่างไสวผิดกับความเหนื่อยล้าของคนที่เพิ่งกลับจากเลิกงาน

แสงบ่ายแก่ ๆ สาดผ่านระเบียงหน้าห้องกระทบพื้นหินขาวซีดของหมู่ตึก

ของอาคารคอนกรีตไร้สีสันที่แออัดยัดเยียดและเต็มไปด้วยหน้าต่างนับพันบาน


เมืองทั้งเมืองสว่างเกินไป เงียบเกินไป

และไร้ชีวิตชีวาเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นที่พักพิงของผู้คน

นี่คือสภาพของหมู่ตึกรวงผึ้งในเขตที่อยู่อาศัยของเมืองหลวงแห่งนี้

และสภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคหลังความมืดเข้าปกคลุมโลก

ชีวิตที่ต้องดำรงอยู่กับความสะดวกสบายเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง



ชายหนุ่มวัยยี่สิบ ผมสีแดง ตาสีฟ้า ที่สะท้อนถึงสายเลือดผสมชาวต่างชาติของเขา

ปิดประตูห้องตามหลังตนเองช้า ๆ พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า

กลิ่นกระดาษจากแฟ้มคดี กลิ่นหมึกพิมพ์ ยังติดอยู่กับชุดข้าราชการของเขา


มานพ สหัสบุปผา


ข้าราชการหนุ่มประจำกระทรวงยุติธรรมแห่งสุบรรณรัฐ

เพิ่งกลับถึงที่พักหลังจากเลิกงานที่เหมือนกับทุกวัน

ไม่มีเรื่องใหญ่โตอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงแฟ้มงานและเอกสารที่ต้องตรวจ

คำร้องที่ต้องอ่าน และคำพูดซ้ำ ๆ ของประชาชนที่ต่างเชื่อว่าความทุกข์ของตน

ควรได้รับความยุติธรรมก่อนผู้อื่น


แม้จะเหมือนน่าเบื่อแต่เขาไม่ได้เกลียดงานของตัวเองเลย

ตรงกันข้าม เขาเลือกงานนี้เพราะยังเชื่อว่ากฎหมายควรเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้คน

ไม่ต้องเอาชีวิตไปฝากไว้กับอำนาจหรือความรุนแรง

แต่ถึงกระนั้น ความเชื่อกับความเหนื่อนล้าทางกายของเขาก็เป็นคนละสิ่งกัน


เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ


เสียงของน้ำมันแตกในกระทะและกลิ่นกระเทียมเจียวลอยออกมาจากด้านในห้อง

เสียงนั้นทำให้ห้องพักแคบ ๆ ดูอบอุ่นขึ้นกว่าขนาดของมันมากนัก


“กลับมาแล้วหรือ นพ” เสียงของผู้หญิงร้องถามจากในครัว

“ครับ พี่อลิสา” มานพตอบ


ชายหนุ่มถอดรองเท้า วางกระเป๋าเอกสารไว้ข้างโต๊ะ แล้วคลายคอเสื้อลงเล็กน้อย

หญิงสาวที่มานพเรียกเธอว่า “พี่อลิสา” ไม่ได้โผล่หน้าออกมา

เธอคงกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารมื้อเย็นเหมือนทุกวัน

ชีวิตของมานพในบางกอกเป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว

เรียบง่าย คับแคบ บางครั้งน่าเบื่อ แต่ปลอดภัย มีงาน มีหนังสือ

มีเสียงบ่นของพี่อลิสา และมีอาหารเย็นที่เธอทำเกินพอดีหนึ่งจานเสมอ

ราวกับกลัวว่าเขาจะอดตายถ้าเตรียมกับข้าวไว้ไม่พอ


ขณะที่มานพกำลังจะเดินไปล้างหน้า ในห้องน้ำเพื่อล้างเหงื่อบนใบหน้าของเขา

เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น


ก๊อก..

ก๊อก..

ก๊อก..


เคาะสามครั้ง เบา สุภาพ และเป็นจังหวะเสียจนชายหนุ่มต้องหันมาสนใจ

ใครกันนะที่มาหาเขาในเวลาหลังเลิกงานแบบนี้?

คนส่งพัสดุ? เจ้าหน้าที่จากกระทรวง? หรือไม่ก็คนที่มีข่าวสำคัญจริง ๆ

มานพพึมพำกับตัวเอง แล้วเดินออกจากห้องน้ำและกลับไปที่ประตู

เพื่อเปิดมันออก


“สักครู่นะครับ จะเปิดให้แล้ว”


ทันทีที่เปิดประตูมานพก็ได้พบกับเด็กสาวผมสีลาเวนเดอร์คนหนึ่ง เธอมีผมยาวสลวยถึงกลางหลัง

นัยน์ตาสีแดงที่ดูลึกลับและน่าหลงใหล ผิวขาวเนียนราวกับเป็นลูกสาวผู้ดีมีสกุล ขัดกับชุดที่เธอสวม

มันเป็นชุดที่มองเพียงประเดี๋ยวก็บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องแบบของคนรับใช้

เด็กสาวประหลาดยืนอยู่หน้าห้องพักของเขา

พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโตที่ดูเก่า แต่ถูกทำด้วยวัสดุหนังอย่างดี


“ขออภัยนะเจ้าคะ คุณผู้ชาย” เด็กสาวกล่าวเสียงนุ่ม


ก่อนที่มานพจะทันถามว่าเธอเป็นใคร เธอก็ก้าวเข้ามาใกล้ ใกล้เกินกว่าที่คนแปลกหน้าควรเข้าใกล้

มานพควรจะถอยหลัง หรืออย่างน้อยที่สุดเขาก็ควรกล่าวอะไรสักคำเพื่อเตือนเธอว่า

ระยะห่างเช่นนี้ไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิงที่เพิ่งพบกันครั้งแรก

แต่เขากลับพูดไม่ออก ใบหน้าของสาวใช้ผู้นั้นอยู่ใกล้จนเขาเห็นแพขนตาอ่อน ๆ เห็นประกายสีแดงในดวงตา

และได้กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ไม่เหมือนน้ำอบ ไม่เหมือนแป้งร่ำ

และไม่เหมือนกลิ่นของหญิงสาวในเมืองหลวงที่เขาเคยพบเจอ



เด็กสาวประหลาดในชุดสาวใช้คนนี้เอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ สูดลมหายใจเบา ๆ

เหมือนกำลังดมกลิ่นของเขาเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง

มานพชะงักไปทั้งตัว เขารู้สึกร้อนที่ใบหน้า

นอกจากพี่อลิสาแล้ว เขาไม่เคยปล่อยให้ผู้หญิงคนใดเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้มาก่อน

ยิ่งไม่เคยมีใครก้าวเข้ามาหาเขาอย่างไร้ความลังเล แล้วสูดลมหายใจเบา ๆ ราวกับกำลังตรวจสอบกลิ่นของเขา

เขาควรจะรู้สึกไม่พอใจ แต่กลับมีความรู้สึกประหลาดที่ทำให้เขาละสายตาจากเธอไม่ได้

ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ความโหยหาบางอย่าง ราวกับต้องมนต์สะกด

หญิงสาวประหลาดตรงหน้ามีความสวย ไม่ใช่ความสวยแบบหญิงสาวชั้นสูง และไม่ใช่ความเรียบร้อยแบบบ่าวไพร่ทั่วไป

แต่เป็นความงามที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนเผลอแตะของต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจ

เหมือนมีบางอย่างในรอยยิ้ม ดวงตา และท่าทีไร้เดียงสาเกินควรของสาวใช้คนนี้ที่กำลังดึงเขาเข้าไปใกล้ทีละนิด


“...ใช่จริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ”


สาวใช้เบิกตากว้าง รอยยิ้มผลิบานขึ้นบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว

เธอรีบถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ประสานมือไว้เบื้องหน้า แล้วโค้งตัวอย่างงดงาม


“เสียมารยาทแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู”


คำเรียกนั้นทำให้มานพชะงักอีกครั้ง

เมื่อครู่เธอยังเรียกเขาว่าคุณผู้ชาย

แต่ตอนนี้... เธอเรียกเขาว่าคุณหนู



“บ่าวชื่อ มะลิ เจ้าค่ะ เป็นสาวใช้จากบ้านสหัสบุปผา”


สาวใช้ที่ชื่อ มะลิ แนะนำตัวเองกับมานพ

เธอเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มสดใสที่ชั่ววูบหนึ่ง

ทำให้มานพนั้นลืมไปเลยว่าโลกใบนี้นั้นกำลังมอดไหม้เพราะสงครามแค่ไหน


“ตามคำสั่งของคุณดาวเรือง ผู้ดูแลบ้านสหัสบุปผาคนปัจจุบัน...

บ่าวเดินทางมาเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้คุณหนู ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าค่ะ!”

มะลิกล่าวด้วยความดีใจ


เคร้ง!


ยังไม่ทันที่มานพจะได้ตอบอะไรสาวใช้ที่อยู่หน้าประตู

เสียงตะหลิวกระทบกระทะก็ดังมาจากด้านใน ตามด้วยเสียงของพี่อลิสาที่ร้องถามออกมา


“นพ ใครมาน่ะ?”


มานพสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียว

เขาหันกลับไปมองในห้อง แล้วหันกลับมามองสาวใช้ตรงหน้าอีกครั้ง


“เอ่อ...”


เขาควรตอบว่าอะไรดีนะ?

คนส่งพัสดุ ญาติจากบ้านเก่า หรือสาวใช้ที่เพิ่งดมกลิ่นเขาแล้วประกาศว่าจะมารับใช้ตั้งแต่วันนี้

ไม่ว่าคำไหนก็ดูไม่น่าจะทำให้พี่อลิสาวางตะหลิวลงอย่างสงบได้เลย


“ผู้ที่อยู่ด้านในคือผู้ดูแลคุณหนูในบางกอกหรือเจ้าคะ?” มะลิถาม

“เดี๋ยว—” มานพยังพูดไม่ทันจบ


มะลิก็ยกกระเป๋าเดินทางขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาในห้องราวกับได้รับอนุญาตแล้ว


“นี่ เธอ—!” เขารีบหันตามและร้องห้าม


แต่สาวใช้คนนั้นเร็วอย่างประหลาด เพียงพริบตาเดียว เธอก็หิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตเข้ามาหยุดอยู่กลางห้องพักเล็ก ๆ ของมานพ

สาวใช้ลึกลับยืนประจันหน้ากับหญิงสาวที่มานพเรียกเธอว่าพี่อลิสา

กลิ่นอาหารเย็นลอยมาจากครัว เสียงน้ำมันในกระทะยังแตกเปรี๊ยะเบา ๆ

อลิสาหญิงสาวชาวอัลเบียนผมบลอนด์ ตาสีฟ้า สวมแว่นตา ยืนอยู่หน้าเตาไฟในชุดอยู่บ้านเรียบ ๆ มือหนึ่งถือตะหลิว

อีกมือยังจับด้ามกระทะไว้ เธอขมวดคิ้ว มองเด็กสาวในชุดสาวใช้ตรงหน้า

ส่วนมะลิยิ้มกว้างขึ้นทันที เธอวางกระเป๋าลงข้างตัว ประสานมือไว้ด้านหน้า แล้วโค้งอย่างงดงาม


“ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ ท่านอลิสา” มะลิทักทายพี่อลิสา


เสียงน้ำมันในกระทะยังดังอยู่ แต่ภายในห้องกลับเงียบลงอย่างประหลาด

มานพมองมะลิ แล้วหันไปมองพี่อลิสา


“พี่รู้จักเธอด้วยเหรอครับ?” มานพสงสัย


อลิสาไม่ได้ตอบทันที ดวงตาของเธอจับอยู่ที่รอยยิ้มของสาวใช้คนนั้น

ราวกับกำลังพิจารณาว่าสิ่งที่ยืนอยู่กลางห้องนี้เป็นเด็กสาวจริง ๆ

หรือเป็นปัญหาอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในคราบของเด็กสาวสวมชุดสาวใช้



ในเสี้ยววินาทีนั้น อลิสารู้สึกว่าตนเคยเห็นใบหน้าแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

ไม่ใช่ความคุ้นเคยแบบคนที่เคยพบกัน แต่เป็นความรู้สึกเหมือนเคยเห็นผ่านกระจกฝุ่นจับ

ผ่านภาพเขียนเก่า หรือผ่านเงาของบ้านหลังหนึ่งที่เธอไม่อยากนึกถึง

พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบของโถงกลางของคฤหาสน์สหัสบุปผา

และภาพเขียนสีน้ำมันของเจ้าบ้านคนปัจจุบันกับหญิงสาวคนหนึ่งที่แขวนอยู่สูงเหนือบันได

แต่ความทรงจำนั้นของอลิสาเลือนลางเกินไป

สิบปีนานพอจะทำให้เธอลืมรายละเอียดของภาพวาด

แต่ไม่ยาวพอจะลืมความรู้สึกไม่สบายใจที่ภาพนั้นเคยทิ้งไว้


“เธอรู้จักชื่อของฉัน?” อลิสาถามสาวใช้


มะลิยังคงยิ้ม ประสานมือไว้ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย แล้วตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อ


“คุณดาวเรืองได้แจ้งเกี่ยวกับท่านไว้ ก่อนบ่าวจะออกเดินทางเจ้าค่ะ”

“คุณดาวเรือง?”


อลิสาทวนชื่อนั้นเบา ๆ คิ้วขมวดลงเล็กน้อย

ราวกับชื่อนั้นไม่เข้าที่เข้าทางกับความทรงจำของเธอ


“เจ้าค่ะ ผู้ดูแลบ้านสหัสบุปผาคนปัจจุบัน”


อลิสานิ่งไปครู่หนึ่ง

จากนั้นแววตาของเธอก็เปลี่ยนไป


“...หมายเลขหนึ่ง”


คำพูดนั้นเบามาก แต่บรรยากาศในห้องกลับหนักขึ้นทันที

“หมายเลขหนึ่ง?” มะลิเอียงคอ สีหน้างุนงงอย่างเปิดเผย


“ที่บ้านไม่มีผู้ใดมีชื่อแบบนั้นนะเจ้าคะ” มะลิยืนยัน


อลิสาหรี่ตาลง



“ไม่มี?”

“เจ้าค่ะ”


มะลิพยักหน้าอย่างมั่นใจ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ชัดถ้อยชัดคำ


“คุณดาวเรืองก็คือคุณดาวเรืองเจ้าค่ะ

ท่านเป็นผู้ดูแลคนปัจจุบันของบ้าน

เป็นหัวหน้าแม่บ้านของเหล่าสาวใช้อย่างพวกบ่าว

เป็นเลขานุการส่วนตัวของท่านเจ้าบ้าน

และเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านสหัสบุปผาเจ้าค่ะ”


คำว่าอำนาจสูงสุดทำให้มานพหันไปมองพี่อลิสาโดยไม่รู้ตัว

แต่อลิสาไม่ได้มองเขา เธอยังคงมองมะลิ

และกำลังวัดน้ำหนักของทุกคำที่สาวใช้พูดออกมา


“สิบปีมันคงนานเกินไปที่ฉันจะตามรายชื่อบริวารของพระยาวิเศษแปรทันล่ะนะ” อลิสาพึมพำ

“บ่าวมิใช่บริวารของท่านเจ้าบ้านคนก่อนโดยตรงเจ้าค่ะ” มะลิรีบแก้

“งั้นเธอเป็นอะไร” อลิสาเหลือบมองมะลิ


มะลิยืดหลังขึ้นเล็กน้อย ราวกับคำถามนั้นสำคัญมาก


“บ่าวเป็นสาวใช้ของบ้านสหัสบุปผา ภายใต้การดูแลของคุณดาวเรืองเจ้าค่ะ”

“นั่นแหละ” อลิสากุมขมับ

“นั่นแหละที่ฉันหมายถึง” เธอส่ายหน้า

“เดี๋ยวก่อนนะ พี่อลิสา นี่ตกลงพี่รู้จักบ้านสหัสบุปผาดีแค่ไหนกันแน่ครับ?” มานพถามพี่อลิสา


แต่อลิสาเงียบไม่ยอมตอบอะไร คราวนี้เป็นความเงียบที่หนักกว่าตอนแรกเสียอีก


“แล้วท่านพระยาวิเศษแปรมีธุระอะไร?”

อลิสาไม่สนใจคำถามของมานพและถามมะลิอย่างช้า ๆ น้ำเสียงเย็นลงกว่าเดิม


“ฉันจำได้ว่าฉันแจ้งทางจดหมายไปทุกครั้งแล้วว่า

ฉันสบายดี และเด็กคนนี้ก็สบายดีด้วย

ชีวิตพวกเราไม่ได้ลำบากอะไร

พวกเราไม่ได้ต้องการคนรับใช้เพิ่มหรอกนะ

เด็กคนนี้... มานพเองก็โตแล้วด้วย”


“เรื่องนั้น บ่าวได้รับแจ้งให้มอบสิ่งนี้กับคุณหนูมานพเจ้าค่ะ”


มะลิกล่าวพลางเปิดกระเป๋าแล้วหยิบซองจดหมายสีงาช้างออกมาอย่างระมัดระวัง

จดหมายนั้นถูกปิดด้วยตราครั่งสีแดงเข้ม บนผิวครั่งมีรูปงูสองตัวพันรอบดาบเรียวยาว

ประทับคมชัดราวกับเพิ่งถูกกดลงไปเมื่อไม่นานมานี้


สัญลักษณ์ของตระกูลสหัสบุปผา


มานพจำตรานั้นได้จากความรู้สึกประหลาดในใจ

เหมือนเด็กคนหนึ่งเคยเห็นมันที่ไหนสักแห่งที่อยู่ไกลออกไปในอดีต

อลิสาเองก็จำได้ และจากสีหน้าของเธอ เธอจำได้ชัดกว่ามานพมาก


“ตราประจำตระกูล...” มานพพึมพำ


มะลิโค้งศีรษะแล้วประคองจดหมายด้วยสองมือ

“เจ้าค่ะ คุณดาวเรืองกำชับบ่าวว่า ต้องมอบให้ถึงมือคุณหนูเท่านั้นเจ้าค่ะ”

มานพรับซองจดหมายนั้นมา

มันเบากว่าหนังสือเล่มเล็กเสียอีก แต่เมื่ออยู่บนฝ่ามือของเขา

ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนมีใครวางน้ำหนักของบ้านทั้งหลังลงบนมือ

เขาเปิดจดหมายและเริ่มต้นอ่านมัน


ถึง มานพ หลานของตา


ตารู้ว่า เจ้าอาจคิดว่าตาเป็นเพียงตาแก่เย็นชาผู้หนึ่ง

ผู้ไม่เคยคิดจะติดต่อเจ้ามาบ้างเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา


แต่หากเจ้ากำลังอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่

ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า เวลาของตาเหลืออีกไม่มากแล้ว


ตารู้ดีว่า ตาได้ทำผิดกับเจ้า และกับแม่ของเจ้าไว้มากมายเหลือคณา

ความผิดบาปเหล่านั้นหนักเกินกว่าที่ตาแก่คนนี้จะกล้าเอ่ยปากขอให้เจ้าลืม หรือยกโทษให้โดยง่าย


หากเจ้ายังพอมีเมตตาให้ตาสักครั้งหนึ่ง

ตาอยากเห็นใบหน้าของเจ้าด้วยดวงตาของตาเองเป็นครั้งสุดท้าย


ส่วนสาวใช้ผู้นี้—มะลิ


ตาได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดให้แก่เจ้าแล้ว ขอเจ้าอย่าได้รังเกียจเธอ

เธอมิอาจขัดคำสั่งของตาได้ และมิได้มาด้วยเจตนารบกวนชีวิตของเจ้าเกินจำเป็น


เธอจะอยู่รบกวนเจ้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น


หากพ้นกำหนดนั้นแล้ว เจ้ายังรู้สึกว่าตาแก่คนนี้ไม่ควรค่าแก่การให้อภัย

ก็จงปล่อยเธอกลับมายังบ้านสหัสบุปผาเถิด


แต่ถ้าเจ้า...


ยังเห็นแก่ความเป็นตาหลานของเราอยู่บ้าง


ก็จงบอกเธอ


เธอรู้ว่าต้องทำอย่างไร


ปราชญ์ สหัสบุปผา

พระยาวิเศษแปร



มานพอ่านจบแล้วก็เงียบไปพักหนึ่ง

ตัวหนังสือบนกระดาษยังคงนิ่งอยู่ในมือ

แต่เขากลับรู้สึกเหมือนคำทุกคำในนั้นยังเคลื่อนไหวอยู่ในอก


“คุณตาเขียนว่า...”


เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าพี่อลิสา


“ท่านเหลือเวลาอีกไม่มาก อยากเห็นหน้าผมเป็นครั้งสุดท้าย

แล้วก็... ฝากมะลิไว้กับผมชั่วคราว”


มานพจึงเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบที่สุด

ทั้งที่ตนเองยังไม่เข้าใจว่าควรรู้สึกอย่างไร

เขาคิดว่าพี่อลิสาจะถอนหายใจ หรือไม่ก็โกรธ หรืออย่างน้อยก็บ่นว่า

พระยาวิเศษแปรยังคงทำอะไรตามใจตนเองเหมือนเดิม

แต่เธอกลับไม่ทำเช่นนั้น

อลิสาทำเพียงยืนนิ่ง ๆ อยู่ข้างโต๊ะอาหาร ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย

ดวงตาจับอยู่ที่ซองจดหมายในมือของมานพ สีหน้านั้นทำให้เขาชะงัก

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาเคยเห็นพี่อลิสาโกรธ เหนื่อย อ่อนใจ และเป็นห่วงเขามานับครั้งไม่ถ้วน

แต่เขาไม่เคยเห็นสีหน้าเช่นนี้มาก่อน

สีหน้าของคนที่เพิ่งได้ยินเสียงประตูบานหนึ่งในอดีตเปิดออกอีกครั้ง


“พี่อลิสา?” มานพพยายามเรียก


เธอยังไม่ตอบในทันที เพียงยื่นมือออกมา


“ขอดูจดหมายหน่อย”


มานพส่งให้โดยไม่รู้ตัว

พี่อลิสารับกจดหมายไปอย่างระมัดระวังเกินกว่าที่จดหมายฉบับหนึ่งควรได้รับ

เธอไล่สายตามองตราครั่ง สีหมึก ลายมือ และช่องว่างระหว่างบรรทัด

ยิ่งมอง สีหน้าของเธอก็ยิ่งดูจริงจังมากขึ้น



“แม่สาวใช้”

“เจ้าคะ ท่านอลิสา”

“ทำไมพระยาวิเศษแปรถึงไม่แจ้งเรื่องนี้แก่ฉันโดยตรง?”


น้ำเสียงของอลิสายังสุภาพ แต่ความเย็นในดวงตาทำให้มานพรู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำถามธรรมดา

มะลิกะพริบตา ดวงตาสีแดงใสซื่อจนแทบไม่มีเงาของความลังเลอยู่ในนั้น


“เรื่องนั้น บ่าวก็มิอาจทราบได้เจ้าค่ะ” มะลิตอบอย่างสุภาพ

“คุณดาวเรืองเพียงมอบจดหมายฉบับนี้มาให้แก่บ่าว

และสั่งให้บ่าวทำตามสิ่งที่ในจดหมายนี้เขียนเจ้าค่ะ” มะลิหยุดเล็กน้อย ก่อนหันมามองมานพ

“และให้คุณหนูมานพเท่านั้นเป็นผู้เปิดอ่านเจ้าค่ะ”


อลิสาไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงมองมะลิอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมองจดหมายในมือมานพ


“คุณดาวเรือง...”


ชื่อนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของเธออีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีความงุนงงหลงเหลืออยู่แล้ว มีแต่ความเข้าใจบางอย่างที่ทำให้ใบหน้าของเธอเครียดมากกว่าเดิม


“นพ จดหมายฉบับนี้ อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด”

“ทำไมครับ”

“เพราะของจริงจากบ้านสหัสบุปผา ไม่ได้แปลว่ามันตรงไปตรงมาเสมอไป”


มะลิสะดุ้งเล็กน้อย


“จดหมายฉบับนั้นเป็นของสำคัญจากบ้านสหัสบุปผาจริง ๆ นะเจ้าคะ”

“ฉันไม่ได้บอกว่ามันไม่จริง” อลิสากล่าว

“แต่ฉันไม่ชอบเส้นทางและวิธีที่มันเดินทางมาถึงมือมานพ” เธอพับแขน กอดอกอย่างช้า ๆ

“เป็นบ่าวไพร่ที่เจ้ากี้เจ้าการเสียจริงนะ คุณดาวเรืองเนี่ย”



มะลิชะงัก รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเธอจางหายไปพร้อมน้ำเสียงของเธอที่เปลี่ยนไป

ยังสุภาพ ยังเรียบร้อย แต่ไม่อ่อนลงอีกแล้ว


“กรุณาถอนคำสบประมาทคุณดาวเรืองเช่นนั้นด้วยเจ้าค่ะ”

“สบประมาท?” อลิสาเลิกคิ้ว

“เจ้าค่ะ”

มะลิประสานมือไว้เบื้องหน้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังเงยขึ้นสบตากับอลิสาอย่างตรงไปตรงมา


“คุณดาวเรืองเป็นผู้ดูแลบ้านสหัสบุปผา เป็นหัวหน้าแม่บ้านของพวกบ่าว

และเป็นผู้ที่ท่านเจ้าบ้านคนก่อนฝากบ้านทั้งหลังไว้ให้ดูแล

บ่าวมิอาจยืนฟังผู้ใดกล่าวลบหลู่ท่านเช่นนั้นได้เจ้าค่ะ!”


อลิสานิ่งไปครู่หนึ่ง

เธอมองเด็กสาวตรงหน้าเพื่อประเมินใหม่ว่า

ใต้รอยยิ้มใสซื่อนั้นมีระเบียบวินัยของบ้านสหัสบุปผาฝังอยู่ลึกเพียงใด

สุดท้าย เธอก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ


“ก็ได้ ฉันถอนคำพูด”


มะลิโค้งศีรษะทันที


“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านอลิสา”

“แต่ฉันยังไม่ถอนความสงสัย”

“เรื่องนั้น บ่าวมิอาจบังคับท่านได้เจ้าค่ะ”

คำตอบสุภาพเกินไปนั้นทำให้อลิสากดหัวคิ้วเล็กน้อย ราวกับเริ่มปวดศีรษะขึ้นมาจริง ๆ

อลิสาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นใหม่


“ถ้าอย่างนั้น แม่สาวใช้ สำหรับเธอแล้ว ฉันเป็นอะไร”


มะลิไม่ได้ตอบทันที เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย เหมือนกำลังเลือกถ้อยคำให้ตรงกับที่ได้รับสั่งมา


“ท่านอลิสาเป็นผู้มีพระคุณอันหาที่สุดมิได้เจ้าค่ะ”


อลิสานิ่งไป

มานพเองก็เงียบลงโดยไม่รู้ตัว


“คุณดาวเรืองกำชับบ่าวว่า อย่าได้เสียมารยาทต่อท่านอลิสาเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”


ห้องพักเล็ก ๆ เงียบลงอีกครั้ง

คราวนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความระแวงเท่านั้น แต่เกิดจากบางอย่างที่คล้ายความรู้สึกผิด


“ผู้มีพระคุณ...” อลิสาทวนคำนั้นเบา ๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าตนสมควรรับมันไว้หรือไม่


“เจ้าค่ะ หากไม่มีท่านอลิสา คุณหนูมานพคงมิอาจเติบโตมาอย่างปลอดภัยถึงวันนี้ได้

คุณดาวเรืองกล่าวเช่นนั้นเจ้าค่ะ”


อลิสาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

เธอน่าจะเตรียมคำพูดไว้มากมายสำหรับโต้กลับสาวใช้จากบ้านสหัสบุปผา แต่ไม่มีคำใดใช้ได้กับคำขอบคุณเช่นนี้

“ดาวเรืองพูดแบบนั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“ทั้งที่เป็นคนส่งเธอมาที่นี่ โดยไม่ถามฉันก่อน” มะลิเอียงคอ

“เรื่องนั้น... บ่าวคิดว่าคุณดาวเรืองคงมีเหตุผลของท่านเจ้าค่ะ”

“แน่นอนสิ บ้านนั้นมีเหตุผลเสมอ ปัญหาคือ เหตุผลของบ้านสหัสบุปผาไม่เคยปลอดภัยสำหรับเด็กคนนี้เลย”

อลิสาถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นกุมขมับ


“เจ้านักแปร...” อลิสาหยุดคำพูดกลางคัน เหลือบมองมานพ

“เอ่อ ตาของเจ้านั่นนะ คงเพราะป่วยหนักแล้วถึงได้คิดอะไรบ้า ๆ แบบนี้มาได้

ส่งสาวใช้มาให้เหมือนเป็นสินค้าทดลองใช้เนี่ยนะ”


มานพมองสาวใช้ตรงหน้าอีกครั้ง จดหมายของคุณตาเขียนไว้ว่า

เธอมิอาจขัดคำสั่งของตาได้ ถ้าเช่นนั้น มะลิเองก็อาจไม่ได้มีทางเลือกมากไปกว่าเขาเลย


“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปดีครับ พี่อลิสา?”


อลิสาหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับคำถามนั้นทำให้ปวดศีรษะยิ่งกว่าเดิม


“ทำยังไงนะเหรอ? ก็เรามีทางเลือกเสียที่ไหน”


เธอเหลือบมองสาวใช้ที่ยืนรอคำตอบสำคัญอยู่กลางห้อง



“คงต้องยอมให้แม่สาวใช้นี่อยู่กับเราสักระยะล่ะนะ” อลิสาบ่น

มะลิเปลี่ยนสีหน้าในทันทีทันใดดวงตาเป็นประกาย


“จริงหรือเจ้าคะ ท่านอลิสา!?”

“อย่าเพิ่งดีใจเกินไป ฉันยังไม่ได้บอกว่าไว้ใจเธอ”

“เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ”


สีหน้าของอลิสาบอกชัดว่าไม่เชื่อเลยว่าเธอเข้าใจจริง ๆ


“ยังไงเธอก็กลับไปตอนนี้เลยไม่ได้ จะให้นอนข้างนอก เดี๋ยวก็จะเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอเสียก่อน”


มานพเหลือบมองมะลิ ด้วยรูปลักษณ์เช่นนั้น ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องบ้านสหัสบุปผา

เขาก็เข้าใจทันทีว่าอลิสาหมายถึงอะไร เด็กสาวในชุดสาวใช้ โดดเด่นเกินไป สะดุดตาเกินไป

และดูไม่เข้าใจโลกภายนอกมากพอจะถูกปล่อยไว้ตามลำพัง


“บ่าวสร้างความลำบากให้หรือเจ้าคะ” มะลิถามเสียงอ่อยลงเล็กน้อย


อลิสาขยับปากเหมือนจะตอบว่าใช่

แต่สุดท้ายก็เพียงถอนหายใจอีกครั้ง


“มาก แต่ไม่ใช่ความผิดของเธอทั้งหมด”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ?”

“นั่นไม่ใช่คำชม!”

“เจ้าค่ะ”


อลิสาหรี่ตามองมะลิ


“แล้วสุดท้าย ถึงฉันจะไล่เธอไป เธอก็ไม่กลับหรอก จริงไหม?”


มะลิประสานมือไว้เบื้องหน้า ก้มศีรษะลงอย่างเรียบร้อย


“เจ้าค่ะ!” คำตอบนั้นสุภาพ สั้น และไร้ความลังเล

“นั่นไง!”

“บ่าวได้รับคำสั่งให้คอยปรนนิบัติรับใช้คุณหนูมานพเจ้าค่ะ

จนกว่าคุณหนูจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หรือจนกว่าบ่าวจะได้รับคำสั่งให้กลับจากคุณดาวเรืองเจ้าค่ะ”

“แล้วถ้าฉันสั่งให้กลับ?” อลิสาถาม



มะลิเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสซื่อเสียจนคำตอบถัดมาฟังน่าหนักใจกว่าเดิม


“ท่านอลิสาเป็นผู้มีพระคุณอันหาที่สุดมิได้เจ้าค่ะ

แต่คำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับคุณหนูมานพโดยตรง

บ่าวจึงมิอาจกลับเพียงเพราะท่านอลิสาไม่อนุญาตเจ้าค่ะ!”


มานพรู้สึกเหมือนบรรยากาศในห้องเย็นลง

มะลิไม่มีวันถอย เธอมีความดื้อรั้นแบบแปลก ๆ


“เข้าใจแล้ว แม่สาวใช้หัวแข็ง” อลิสากุมขมับ

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

“ฉันไม่ได้ชม” อลิสาส่ายหน้า และทำหน้าเอือมระอา

“เจ้าค่ะ!”


อลิสามองมะลิตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง แล้วถอนหายใจรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่อาจนับได้


“ดูเหมือนว่าจะต้องเลี้ยงเพิ่มอีกปากล่ะนะ เธอทำอาหารไม่เป็นใช่ไหม?”

“เจ้าค่ะ”


มะลิตอบทันทีอย่างมั่นใจเสียจนมานพเกือบหลุดหัวเราะ


“ดีมาก...” อลิสาหลับตาลง น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดีเลยแม้แต่น้อย

“ภาระเพิ่ม กับข้าววันนี้ก็ไม่พอ”

“บ่าวต้องขออภัยเจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องขอโทษด้วยหน้าตาภูมิใจขนาดนั้น”

“บ่าวมิได้ภูมิใจเจ้าค่ะ...”

“หน้าเธอบอกอย่างนั้น”


มะลิยกมือแตะแก้มตัวเองอย่างงุนงง

มานพรีบเบือนหน้าไปอีกทาง เขาอดขำกับท่าทางของมะลิไม่ได้

อลิสาเห็นท่าทางนั้นแล้วถอนหายใจหนักกว่าเดิม

หญิงสาวตัดสินใจคว้าเอากระเป๋าเตรียมออกไปข้างนอก



“มานพ เดี๋ยวพี่ออกไปหาซื้ออะไรมาเพิ่มหน่อยนะ

วันนี้เราทานข้าวเย็นกันค่ำหน่อย คงทนไหวใช่ไหม?” อลิสาหันกลับมาถามมานพ

“ครับ”

“อย่าเปิดประตูให้ใครเพิ่มอีก”

“ครับ”

“อย่าให้ใครดมกลิ่นอีก”

“พี่อลิสา...”

“ฉันพูดจริง!”


มะลิยกมือขึ้นเล็กน้อย


“เรื่องนั้น บ่าวจะพยายามสำรวมเจ้าค่ะ”

“ต้องไม่ทำ ไม่ใช่พยายาม”

“เจ้าค่ะ”

“ปัญหา มีแต่ปัญหา” อลิสากุมขมับ


เธอเดินไปถึงประตูแล้ว แต่ก่อนออกจากห้องยังอดชำเลืองกลับมามองไม่ได้

สายตานั้นไม่ได้มองมะลิเท่านั้น มองมานพด้วย

เหมือนอยากกำชับอะไรอีกเป็นสิบข้อ แต่รู้ว่าหากพูดต่อไป

เธออาจไม่ได้ออกไปซื้อของเย็นนี้เสียที


“ท่านอลิสาไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ! บ่าวจะดูแลคุณหนูมานพระหว่างที่ท่านออกไปเองเจ้าค่ะ”


อลิสาหยุดมือที่จับลูกบิดประตู

รอยยิ้มของมะลิสดใสมาก

สดใสเสียจนไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด

ไอ้ที่น่าห่วงน่ะมันเธอนั่นแหละ อลิสาคิด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา

เธอเพียงถอนหายใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเปิดประตูออกไป


“นพ”

“ครับ?”

“ถ้ามีอะไรผิดปกติ ตะโกนเรียกพี่”


มานพมองสาวใช้ที่ยืนยิ้มอยู่กลางห้อง แล้วตอบเสียงเบาลงเล็กน้อย


“ครับ”


ประตูปิดลง ห้องพักเล็ก ๆ เงียบลงอย่างประหลาด

เมื่อครู่นี้ อลิสาอยู่ตรงนั้น เสียงบ่นของเธอยังทำให้ทุกอย่างดูเป็นปกติ

แต่พอเธอออกไป มานพจึงเพิ่งรู้ตัวว่า ตอนนี้เขาอยู่ตามลำพังกับสาวใช้จากบ้านสหัสบุปผา

สาวใช้ที่เพิ่งดมกลิ่นเขา สาวใช้ที่สวยผิดธรรมชาติ และสาวใช้ที่ประกาศว่าจะปรนนิบัติรับใช้เขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มะลิหันมายิ้มให้เขา


“เช่นนั้น ระหว่างรอท่านอลิสากลับมา คุณหนูประสงค์ให้บ่าวทำสิ่งใดก่อนดีเจ้าคะ”

มานพรู้สึกได้ทันทีว่า คำถามนั้นอันตรายกว่าที่ควรจะเป็นมากนัก


Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

Add paragraph text. Click “Edit Text” to update the font, size and more. To change and reuse text themes, go to Site Styles.

กำลังโหลดข้อมูล

สารบัญ

บทที่ 1

สาวใช้ใต้เมืองสีซีด

bottom of page